
ธุรกิจประกันชีวิต และประกันภัย (ตอนที่ 1)
เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตเกิดจากการที่ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตไทยในหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง ท่านให้สัมภาษณ์ถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิตคิดเป็นเพียง 17% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตอนนั้นผมรู้สึกสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตน้อยมาก ทั้งๆ ที่ระบบสวัสดิการของรัฐก็ยังไม่ดีและมากพอเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมเริ่มสนใจธุรกิจประกันชีวิตเกิดจากการที่ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตไทยในหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง ท่านให้สัมภาษณ์ถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิตคิดเป็นเพียง 17% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตอนนั้นผมรู้สึกสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงได้ให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตน้อยมาก ทั้งๆ ที่ระบบสวัสดิการของรัฐก็ยังไม่ดีและมากพอเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญสูงสุดในเอเชีย ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นทำประกันชีวิตมากกว่า 100% (สาเหตุที่มากกว่า 100% เพราะว่าคนญี่ปุ่นมักจะทำประกันชีวิตคนละหลายๆ กรมธรรม์) หลังจากค้นพบข้อมูลนี้ ผมเริ่มรู้สึกเหมือนกับฝรั่งที่ไปค้นพบทวีปแอฟริกา แล้วเห็นคนแอฟริกันในสมัยนั้นไม่ใส่รองเท้า มองเห็นเป็นโอกาสที่จะขายของซึ่งก็คือรองเท้าได้จำนวนมหาศาล ฉันใดก็ฉันนั้น ผมคิดเล่นๆ ว่า ถ้าสมมติว่ารายได้ของคนญี่ปุ่นหยุดนิ่งเป็นเวลา 15-20 ปี รายได้ต่อหัวของคนไทยผ่านไปอีก 15-20 ปี ก็คงมีโอกาสที่จะเท่ากับรายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่น นั่นหมายถึงโอกาสที่คนไทยจะทำประกันชีวิตใกล้ๆ 100% ก็มีความเป็นไปได้จากพื้นฐานที่เป็นคนเอเชียเหมือนกัน
อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตก็มีการเติบโตเป็น 3-4 เท่าของ GDP มาตลอด คือเติบโตในระดับ 10-20% ต่อปีมายาวนาน ทำให้ผมยิ่งเพิ่มความสนใจใคร่จะลงทุนหุ้นในกลุ่มนี้ จนเป็นที่มาของการซื้อหุ้นบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIF) หรือชื่อในสมัยนั้นคือ บริษัท ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อหลังจากบริษัทนิวยอร์คไลฟ์จากอเมริกาขายหุ้นคืนให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ การลงทุนในหุ้นตัวนี้สร้างผลตอบแทนสุดมหัศจรรย์ให้กับผมเป็นอย่างมาก คือ ประมาณกว่า 1,700% เลยทีเดียว (รวมเงินปันผลและ Capital Gain) เป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนในการลงทุนที่มากที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม และเป็นหุ้นที่ผมถือลงทุนนานที่สุดอีกด้วย
ผมเชื่อว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นที่ลงสัมภาษณ์นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ต้องมีผู้อ่านที่อ่านข่าวนั้นเป็นจำนวนไม่น้อย แต่มีผู้อ่านที่นำข่าวมาขยายความต่อยอดแบบผม น่าจะมีเพียงไม่กี่คน นี่เป็นบทเรียนที่ดีของนักลงทุนที่อยากจะประสบความสำเร็จ
นอกจากท่านจะต้องอ่านข่าวสารข้อมูลมากๆ แล้ว ท่านต้องอ่านให้ลึกและคิดเสมอว่า ข่าวแต่ละข่าวจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหรือธุรกิจใดๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ท่านลงทุนอยู่ ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่านั่นหมายถึงมูลค่าของเงินลงทุนของท่านจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเลยทีเดียว ทีแรกผมคิดว่าจะเขียนจบในตอนเดียว แต่เขียนไปเขียนมา ยังมีเนื้อหาอีกมาก คงต้องต่ออีกสัก 1-2 ตอนครับ แล้วพบกันตอนที่ 2 ในฉบับวันพุธหน้าครับ







