
อีดริ้งก์ชูออนไลน์รุกรุ่นใหม่
ล้นฟ้ากรุ๊ปทุ่ม 30 ล้าน ปีหน้าปั้น “อี ดริ้งก์” ใช้สื่อออนไลน์เจาะคนรุ่นใหม่
ล้นฟ้ากรุ๊ปทุ่ม 30 ล้าน ปีหน้าปั้น “อี ดริ้งก์” ใช้สื่อออนไลน์เจาะคนรุ่นใหม่
นายภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ล้นฟ้า กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากร่วมหุ้นกับกลุ่มเพื่อนอีก 6 คนตั้งบริษัท เพื่อบุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์ “อี ดริ้งก์” (E drink) และเริ่มวางจำหน่ายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และแฟมิลี่มาร์ทเมื่อเดือนที่ผ่านมา ปีหน้าเตรียมแผนบุกหนัก โดยเฉพาะช่องทางขายกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และสถานบันเทิงต่างๆ จากปัจจุบันยังคงเน้นช่องทางโมเดิร์นเทรด และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือเทรดดิชั่นแนลเทรด
นอกจากนี้ เตรียมงบตลาดไว้ประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา และวัยทำงาน อายุประมาณ 1835 ปี โดยจะเน้นใช้สื่อออนไลน์เจาะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ รวมถึงการ ใช้กลยุทธ์เซเลบริตี้ในการบอกต่อ อี ดริ้งก์ ไปยังกลุ่มเครือข่ายที่ติดตามคนกลุ่มนี้ในโลกออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันยอดขายปีหน้าให้ถึง 3 ล้านขวด หรือ 90 ล้านบาท
สำหรับแผน 35 ปี หากอี ดริ้งก์ได้รับการตอบรับดี มีการเติบโตตามเป้าหมาย วางแผนจะลงทุนโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง จากปัจจุบันจ้างบริษัท มาลีสามพราน เป็นผู้ผลิตให้ รวมถึงตั้งเป้าที่จะเป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่คนรุ่นใหม่ยอมรับ กล้าถือดื่ม เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังอันดับต้นๆ ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังแมส พรีเมียม ซึ่งเป็นตลาดที่ปัจจุบันมีเจ้าตลาด เช่น ชาร์ค คูลไบท์ เรดบูล กระทิงแดง เอ็กซ์ตร้า ฯลฯ
“ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของเครื่องดื่มชูกำลังในเมืองไทยมูลค่า 2.65 หมื่นล้านบาท โตเฉลี่ยปีละ 6% ถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มของคนใช้แรงงาน ทำให้คนทำงาน นักศึกษาอาจจะไม่กล้าซื้อดื่ม ซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศที่เครื่องดื่มชูกำลังเป็นที่นิยมมาก ทั้งดื่มในตอนเช้า หรือดื่มผสมกับเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์” นายภัสสรกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดเครื่องชูกำลังในปี 2556 ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 2.65 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ 6% แต่ปีนี้คาดว่าภาพรวมตลาดจะติดลบประมาณ 2% โดยในตลาดดังกล่าว แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังซื้อขวดแก้ว 98% ปัจจุบันเอ็ม150 ยังคงเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่ง 45% รองลงมาเป็น คาราบาวแดง 26% ตามด้วย กระทิงแดง 15% ส่วนที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นๆ ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังแมส พรีเมียม ซึ่งบรรจุกระป๋อง ระดับราคาประมาณ 30 บาท และกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียม ระดับราคา 50100 บาท มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 2% ของมูลค่าตลาดรวมเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตมากสุด
ด้านแผนในอนาคต ยังคงเน้นทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังแมส พรีเมียมเป็นหลัก เพราะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโต ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ของโลกด้วย โดยอาจจะมีรสชาติเพิ่มอีก 2 รสชาติจากปัจจุบันมี 1 รสชาติ ส่วนกลุ่มขวดแก้ว ปัจจุบันมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว อาจเป็นเรื่องยากที่จะเจาะตลาดเข้าไป อีกทั้ง ตลาดขวดแก้วยังอยู่ในภาวะทรงตัวด้วย







