
HSBCเผยผู้จัดการกองทุนทั่วโลกลดลงทุนหุ้น
HSBC เผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนมองหุ้นไตรมาส 2 น่าสนใจน้อยลง เทน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่ หุ้นเอเชียเพิ่ม
HSBC เผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนมองหุ้นไตรมาส 2 น่าสนใจน้อยลง เทน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่ หุ้นเอเชียเพิ่ม
นายบรูโน ลี ผู้อำนวยการบริหาร แผนกบริหารความมั่งคั่ง ฝ่ายบุคคลธนกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนราว 1 ใน 5 หรือ 20% ของผู้จัดการกองทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นลงในไตรมาส 2 ปี 2553 จากไตรมาสก่อนที่ราวครึ่งหนึ่งของผู้จัดการกองทุนแนะลงทุนในตลาดหุ้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมองเป็นกลาง
นอกจากนี้มองการลงทุนในตลาดพันธบัตรยังไม่น่าสนใจ เนื่องจากวิกฤตหนี้สินในตลาดยุโรปส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยไม่แนะนำให้ถือเงินสด ควรเลือกลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม
ผู้จัดการกองทุนมองการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่สดใสเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 75% เพิ่มจาก 60% ของไตรมาสก่อนและส่วนใหญ่แนะลงทุนในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก/ตลาดพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเพิ่มจาก 38% ในไตรมาส 1 ปี 2553 เป็น 88% ขณะที่ไม่มีรายใดเลยที่แนะให้ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น แต่พบว่า กลุ่มสำรวจปรับมุมมองเป็นกลางต่อตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น จาก 30% ของตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 63% ในไตรมาส 2 ปี 2553
ผลสำรวจระบุว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 56% ของกลุ่มสำรวจลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป ขณะที่กลุ่มสำรวจที่เคยมองตลาดพันธบัตรยุโรปสดใส มีสัดส่วนลดลงจาก 50% เหลือเพียง 29% การลงทุนในสินทรัพย์ในอเมริกาเหนือยังคงน่าสนใจ โดยมีกลุ่มสำรวจเพียง 11% ที่ปรับลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ จากไตรมาส 1 ปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 20% และไม่มีรายใดเลยที่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐ เทียบกับ 11% ของไตรมาสก่อน
"นักลงทุนเริ่มคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และกำลังปรับแผนการลงทุนให้รวดเร็วทันกับความผันผวนที่เกิดขึ้น ด้วยการปรับพอร์ตลงทุนให้สมดุล โดยรวมแล้วนักลงทุนยังคงระมัดระวัง และเน้นลงทุนในตลาดพันธบัตรที่กระจายความเสี่ยง และตลาดหุ้นในหลายภูมิภาค อย่างเช่นสหรัฐ และตลาดเกิดใหม่ ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเริ่มปรากฏชัดและมีเสถียรภาพมากขึ้น”นายลี กล่าว
การสำรวจความคิดเห็นของบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำของโลกรวม 13 แห่ง1 ที่เอชเอสบีซี จัดทำเป็นรายไตรมาส ยังได้วิเคราะห์ปริมาณเงินทุนภายใต้การบริหารจัดการ (Fund under management: FUM) ความเห็นของผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดตราสารต่างๆ และกระแสเงินลงทุนทั่วโลก (Global money flows) โดยกระแสเงินลงทุนสุทธิ (Net money flow)2 คำนวณจากความเคลื่อนไหวของปริมาณเงินทุนภายใต้การบริหารจัดการ เปรียบเทียบกับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดตราสารประเภทเดียวกัน ณ สิ้นไตรมาส 1/10 ปริมาณเงินทุนภายใต้การบริหารของบริษัทจัดการกองทุนที่ร่วมในการสำรวจ คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 16.5% ของปริมาณเงินลงทุนประมาณการที่มีอยู่ทั่วโลก3
ผลสำรวจระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2553 ปริมาณเงินทุนภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 0.93% จากไตรมาส 4 ปี 2552 โดยกองทุนพันธบัตรมีปริมาณเงินไหลเข้าสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 65.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 1 ปี 2553 ขณะที่กองทุนหุ้นเพิ่มขึ้น 36.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนหุ้นและพันธบัตร และกองทุนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมูลค่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ในขณะที่มีปริมาณเงินทุนไหลเข้าสู่กองทุนตลาดเงินลดลงราว 82.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้เมื่อจำแนกการลงทุนตามประเภทตลาดในไตรมาส 1 ปี 2553 พบว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรทั่วโลกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 20.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 22.5% จาก 8% ของไตรมาสที่ผ่านมา รองลงมา คือ ตลาดพันธบัตรเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง คิดเป็นมูลค่า 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 9.6% และตลาดหุ้นเกิดใหม่ มูลค่า 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 5.6% แต่ต่ำกว่าการเติบโตของไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 6.9% ขณะที่เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจีน ชะลอตัวลงจาก 607 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 330 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 1 ปี 2553 ซึ่งเป็นผลจากความอ่อนไหวด้านจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นจีน







