
เมเจอร์ รุกหนักตลาดโรงหนัง
เมเจอร์ฯอัดงบ 5 พันล้าน ขยาย 500 สาขา ภายใน 5 ปี เน้นปูพรมภูธรครอบคลุม 50 จังหวัด พร้อมดันฐานกลุ่มลูกค้าสูงวัยดูหนังถี่ขึ้น
เมเจอร์ฯอัดงบ 5 พันล้าน ขยาย 500 สาขา ภายใน 5 ปี เน้นปูพรมภูธรครอบคลุม 50 จังหวัด พร้อมดันฐานกลุ่มลูกค้าสูงวัยดูหนังถี่ขึ้น
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมทุ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ขยายโรงภาพยนตร์ใหม่ 500 โรงทั่วประเทศภายใน 5 ปีต่อจากนี้ และเตรียมเข้าไปเปิดตลาดโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ในประเทศ ลาว อีก 5-6 โรง ในปีหน้า ซึ่งเพิ่มเป็นเท่า
ตัวจากจำนวนสาขาในปี 2557 ที่มีอยู่ประมาณ 520 โรง โดยเน้นขยายในต่างจังหวัดเป็นหลัก ด้วยสัดส่วน 60-70% ของการขยายสาขาทั้งหมด ซึ่งจะครอบคลุมกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ จากขณะนี้ที่ขยายไปแล้วใน 30 จังหวัด โดยจะนำร่องขยายปีหน้าก่อนที่ 100 สาขา ซึ่งถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา 20 ปี
ทั้งนี้การขยายสาขา จะส่งผลให้ในปี 2563 รายได้บริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดอย่างละ 50% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างจังหวัดเพียง 40% เท่านั้น อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้จำกัดรูปแบบในการขยาย ซึ่งอาจจะเข้าไปเปิดในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ หรือขยายร่วมกับบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ ซึ่งเป็นพันทมิตรทางธุรกิจ รวมไปถึงการขยายสาขาเองในรูปแบบสแตนด์อะโลน
“เวลานี้ตลาดในต่างจังหวัดเติบโตดีมาก จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะเข้าไปลงทุน ในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดขนาดใหญ่หรือเล็ก ซึ่งปีหน้าก็เตรียมจะเข้าไปเปิดในพังงาและมุกดาหาร ส่วนจังหวัดที่มีเมเจอร์อยู่แล้ว หากตลาดยังมีความต้องการเราก็พร้อมจะเข้าไปลงทุนสาขาที่ 2 หรือ 3 ต่อไป เช่น ที่ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมาเป็นต้น ” นายวิชากล่าว
นอกจากนี้บริษัทปรับแผนการตลาด รุกเจาะกลุ่มลูกค้าฟรีดอม หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60ปี ซึ่งมีอิสระในการใช้ชีวิต ให้เข้ามารับชมภาพยนตร์มากขึ้น โดยจะผลักดันให้มีจำนวนลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10-20% ใน 3 ปี จากขณะนี้ที่มีสัดส่วนเพียง 2-3 % ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดหรือประมาณ 6 หมื่นคน จากฐานสมาชิกลูกค้าบัตร เอ็มเจเนเรชั่น กว่า 2 ล้านคน เนื่องจากมองว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เช่นเดียวกับในประเทศสิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งคนสูงวัยในประเทศดังกล่าวนิยมชมภาพยนตร์กันมาก ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วในช่วงเช้าลงเกือบ 50% และอยู่ระหว่างการพูดคุยกับบริษัทพันธมิตร เช่น บริษัทประกันภัย เพื่อจัดโปรโมชั่นร่วมกันอีกด้วย
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปีนี้ อยู่ในระดับที่น่าพอใจ คาดว่าในสิ้นปีรายได้และกำไรจะเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10% เท่ากับการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับในปีหน้าคาดว่าจะเป็นปีทองของธุรกิจภาพยนตร์ จากการที่มีภาพยนตร์ระดับโลกเตรียมเข้าฉายจำนวนมาก จึงคาดว่ารายได้บริษัทจะกลับมาเติบโตเป็นปกติได้ประมาณ 15% พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมปรับขึ้นราคาค่าตั๋วอีกประมาณ 2-3% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเป็นประจำ ตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ปีนี้ไม่ได้ปรับขึ้นราคา







