
เพิ่มมูลค่าเอสเอ็มอี
แนะเอสเอ็มอีไทย ชิงได้เปรียบสินค้าพื้นฐานด้านเกษตร เพิ่มมูลค่าต่อยอดออร์แกนิกแข่งเพื่อนบ้าน
แนะเอสเอ็มอีไทย ชิงได้เปรียบสินค้าพื้นฐานด้านเกษตร เพิ่มมูลค่าต่อยอดออร์แกนิกแข่งเพื่อนบ้าน
นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยสามารถใช้ความได้เปรียบจากพื้นฐานภายในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ ในปัจจุบันให้ต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ในกลุ่มของไบโอพลาสติก ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปสามารถต่อยอดเป็นสินค้าออร์แกนิกปลอดสารพิษได้ ซึ่งในส่วนของภาครัฐเมื่อมองเห็นช่องทางการตลาดต่างๆ ก็จะเพิ่มบทบาทในการแนะแนวการลงทุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กที่สามารถจะส่งสินค้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีได้
“การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่และผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอี จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจทิศทางของตลาดโลกในอนาคตว่าสินค้าชนิดใดสามารถที่จะแข่งขันได้” นางอรรชกา กล่าว
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในงานเสวนา “ปฏิรูปอุตสาหกรรม :ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย” จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)ว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเอสเอ็มอี ซึ่งปัญหาในอดีตของผู้ประกอบการคือการเข้าไม่ถึงแหล่งงเงินทุนซึ่งทางการก็ได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขออกมา แต่ที่อยากให้เพิ่มเติมคือเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เน้นเป็นผู้ควบคุมและลงโทษ มาเป็นปรึกษาให้แก่ผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ โดยปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีจำนวนมากคือเมื่อมีการพัฒนาธุรกิจมาถึงระดับหนึ่งจะประสบปัญหาในการขยายธุรกิจเนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญ และความรู้ที่จำเป็น เช่นการขยายตลาด การลดต้นทุนด้วยการเพิ่มเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงระบบการผลิต ซึ่งในส่วนนี้ โดยรัฐอาจปรับปรุงกลไกของกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) ของรัฐที่มีอยู่ปัจจุบัน โดยเมื่อตกลงร่วมทุนแล้ว ควรให้ทางการมีโควตาในการเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดของบริษัทที่ไปร่วมทุน แต่ต้องเป็นบอร์ดที่เข้าไปร่วมทุน โดยมีบอร์ดที่เป็นนักอุตสาหกรรมจริงๆ ไม่ใช่อาจารย์เพราะส่วนใหญ่นักวิชาการจะเก่งด้านวิชาการไม่ใช่ภาคปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการปรับตัวของเอสเอ็มอีให้ทันต่อการแข่งขันของธุรกิจโลก นายสุพันธุ์กล่าวว่า ขณะที่การจะกำหนดมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ถูกต้อง รัฐบาลต้องหาวิธีการที่จะนำเอสเอ็มอีที่มีมากกว่า 2 ล้านรายเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น โดยให้เข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นกิจการที่เสียภาษีถูกต้อง ซึ่งเร็วๆนี้ส.อ.ท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงการกำหนดการเสียภาษีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเตรียมที่จะเสนอแนวทางการเสียภาษีของเอสเอ็มอีต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมแบ่งการเสียภาษีของเอสเอ็มอีออกเป็น 3 ระดับ ตามรายได้และผลกำไร คือ 1.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ปีละ 50 ล้านบาท และมีกำไรปีละ 5 ล้านบาทเสียภาษี 5% 2.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ปีละ 100 ล้านบาทขึ้นไป และมีกำไรปีละ 10 ล้านบาทเสียภาษี 10% และ 3.ผู้ประกอบการที่มีรายได้ 200 ล้านบาทและมีกำไรปีละ 15 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษี 15%“ตามข้อเสนอนี้จะการเสียภาษีสำหรับเอสเอ็มอีนี้จะไม่มีผลย้อนหลังและไม่มีการบังคับเอาผิดกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เลี่ยงภาษีมาก่อนหน้านี้ ขณะที่การที่เอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการพัฒนาด้านต่างๆ ได้มากขึ้น” นายสุพันธุ์ กล่าว







