
‘ไหม’ สร้างญี่ปุ่น (6)
คนไทยมักนำช่วงที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนการปกครองจากสมัยโชกุนกลับไปสู่จักรพรรดิมาเปรียบเทียบกับสยามช่วงเริ่มสมัย ร.5 ว่า
คนไทยมักนำช่วงที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนการปกครองจากสมัยโชกุนกลับไปสู่จักรพรรดิมาเปรียบเทียบกับสยามช่วงเริ่มสมัย ร.5 ว่า
ทั้งสองประเทศมีสภาพบ้านเมืองใกล้เคียงกัน แต่เวลาผ่านไปไม่เท่าไร ญี่ปุ่นก็ทิ้งเราไปแทบไม่เห็นหลัง
ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเป็นเพราะสยามขาดบุคลากรชำนาญการจำนวนมากค่ะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาสยามจ้างผู้ชำนาญการมาทำงานสำคัญจนชิน ซึ่งเปรียบเสมือนจ้างพวก Outsource แล้วสยามก็ไปเน้นเรื่องการปลูกข้าวกิน เพราะสยามเห็นว่าเรื่องมีอาหารกินเป็นเรื่องสำคัญกว่าอย่างอื่น ส่วนการทำมาค้าขายเดินเรือสำเภานั้นเหมือนกับเป็นอาชีพเสริม เราจ้างคนจีนและแขกมาเดินเรือค้าขาย จ้างคนจีนมาดูแลผลประโยชน์ในหลายเรื่อง เช่น เก็บอากรรังนก ฯลฯ ไม่ต้องเหนื่อย
นี่แหละค่ะคือผลของการจ้างคนคล้ายกับพวก Outsource สยาม ไม่ได้พัฒนาคนของสยามให้มีศักยภาพไว้ทำงานเพียงพอ โดยเฉพาะด้านการเมือง การทูต การค้า ฯลฯ
ร.5 มีสายพระเนตรยาวไกล แต่พระองค์ก็ทรงโดดเดี่ยวมาก และความมั่นคงของ ร.5 ในช่วงขึ้นครองราชย์นั้นอึมครึมอย่างยิ่ง และทรงประสบกับปัญหาเรื่องบุคลากรครั้งสำคัญ ภายหลังจึงทรงส่งโอรสไปเรียนต่างประเทศ
การที่พระองค์ได้เสด็จลงเรือไปทอดพระเนตรความเปลี่ยนแปลงที่ประเทศอื่นด้วยพระองค์เอง ถือว่าได้เป็นการตัดสินพระทัยที่ท้าทายและกล้าหาญมาก ไม่มีกษัตริย์องค์ใดในย่านนี้ทรงคิดและทำอย่างนั้น อาจจะมีมหาราชาในอินเดียบางแคว้นเสด็จไปอังกฤษเช่นกัน แต่ความมุ่งหมายและภารกิจนั้นไม่เหมือนกันค่ะ
ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้นถูกโชกุนปิดหูปิดตามานาน และช่วงท้ายสมัยโชกุนเกิดความขัดแย้ง มีความอัดอั้นมาก เมื่อเวลามาถึงก็โลดแล่นออกไปทันที ทำให้เกิดการ Restart Japan ลูกโซ่ของการเปลี่ยนแปลงกระจายคลุมไปทั้งการเมือง การทหาร อุตสาหกรรม การค้า การทูต ฯลฯ
พวกเขาไม่รอให้เสียโอกาสแม้แต่น้อย แม้แต่ช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังนัวเนียก่อนจะเปลี่ยนการปกครองนั้น รัฐบาลทหารของโชกุนก็รีบเร่งที่จะตามฝรั่งให้ทันโดยการส่งนักเรียนไปเรียนที่ยุโรป
ซึ่งความจริงแล้วสยามได้ส่งนักเรียนไปเรียนที่อังกฤษและฝรั่งเศส ในสมัยปลาย ร.4 แล้วด้วยซ้ำ
ญี่ปุ่นมองหาต้นแบบที่ยุโรปมาพัฒนาประเทศ และเห็นว่าประเทศที่ตนคุ้นเคยและไว้ใจที่สุดคือฮอลันดา ซึ่งชำนาญในการเดินเรือและการค้านาวี และเป็นประเทศตะวันตกประเทศเดียวที่ญี่ปุ่นยอมรับให้เข้ามา ติดต่อได้ในช่วงที่ปิดประเทศ 200 กว่าปี
อีกประเทศที่ญี่ปุ่นเรียนรู้ได้ว่าเป็นประเทศที่นำหน้ากว่าใครในยุโรป โดยสามารถเปลี่ยนโลกให้ไปใช้เทคโนโลยีในทางอุตสาหกรรมก้าวหน้าก่อนใครคืออังกฤษ
8 ปี หลังจากอเมริกาและอังกฤษเข้ามาทำสัญญาการค้า ญี่ปุ่นก็ได้ส่งนักเรียนไปเรียนที่ยุโรป
ค.ศ. 1862 ญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปเรียนที่ฮอลแลนด์เป็นรุ่นแรก 8 คน
ค.ศ. 1863 ญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปเรียนอังกฤษ 5 คน (หนึ่งในนั้นคือ อิโต ฮิโระบุมิ ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นคนแรก ค.ศ. 18851888)
ค.ศ. 1864 หรืออีก 1 ปีถัดมา ญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษอีก 16 คน
ญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปเรียนยุโรปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับ ร.5 ทรงส่ง นักเรียนไปเรียนที่สิงคโปร์ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เดนมาร์ก และรัสเชีย
ร.5 แห่งสยามทรงพยายามสร้างคนมาช่วยปรับปรุงประเทศเพื่อให้ทันฝรั่งและให้พ้นภัยจากชาติตะวันตก ฝรั่งเห็นสยามไม่พร้อมในหลายเรื่องก็รุกฆาต เราไม่มีคนครอบคลุมพอไปแก้ปัญหาที่กำลังดาหน้าเข้ามา สยามต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อจ้างชาวตะวันตกมากกว่าร้อยคนทำงานระดับสูงติดต่อกับต่างประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านต่างๆ ที่ รุมเร้า
สยามต้องจ้างคนจากต่างประเทศ ผู้เขียนมองว่าในเนื้องานนั้น เหมือนกับจ้างคนจาก Outsource มาทำงานระดับสูงครั้งใหญ่
และคงใหญ่กว่าครั้งใดๆ ที่เราเคยมีแผ่นดินมา...
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







