
เซ็นทรัล-MINTซื้อธุรกิจอาหารติดใจกำไรเร็วดี
CENTEL ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหาร เน้นซื้อกิจการร่วมลงทุนแทนเพิ่มแบรนด์
CENTEL ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหาร เน้นซื้อกิจการร่วมลงทุนแทนเพิ่มแบรนด์
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เปิดเผยว่า ปี 2557 บริษัทเพิ่งเปลี่ยนกลยุทธ์ในธุรกิจอาหาร โดยจะเน้นการซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรในต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมเน้นเพิ่มแบรนด์อาหารใหม่ปีละ 1 แบรนด์เท่านั้น หลังเห็นตัวอย่างจากการซื้อแบรนด์โอโตยะ ทำให้รับรู้รายได้และกำไรเร็ว หรือเทิร์นอะราวด์สูง พร้อมปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรไป 40 สาขา จากปกติเฉลี่ยปิดปีละกว่า 10 สาขา
ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์อาหารทั้งหมด 13 แบรนด์ และกำลังเจรจากับแบรนด์อาหารเอเชียที่ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นและยุโรป คาดว่าจะได้ข้อสรุปต้นปีหน้า แต่ละปีใช้งบลงทุนขยายธุรกิจอาหาร 600 ล้านบาท ปี 2558 น่าจะใช้งบทั้งหมด 1,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น กำลังศึกษานำแบรนด์อาหารไทยของบริษัทชื่อ The Terrace ไปขยายสาขาต่างประเทศ ที่ผ่านมามีทางญี่ปุ่นขอเข้าร่วมลงทุน แต่บริษัทอยากจะทำเป็นธุรกิจแฟรนไชส์มากกว่า
สำหรับธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวตามสถานการณ์การท่องเที่ยวที่เริ่มเข้าสู่สถานการณ์ปกติ อัตราการเข้าพักเดือน ต.ค. เพิ่มเป็นระดับ 78% และเดือน พ.ย. โรงแรมกรุงเทพฯ 2 แห่งเริ่มปรับตัวสูงถึง 8090% คาดว่าตลอดทั้งปี 2557 อัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 74-75% จากสิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 73% ส่วนปีหน้าจะเพิ่มเป็น 8082% และราคาห้องพักจะเพิ่มขึ้น 23% ส่วนธุรกิจไมซ์จะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปีหน้าเป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี บริษัทได้ตั้งงบลงทุนธุรกิจโรงแรมใน 5 ปี (2558-2562) ทั้งหมด 1.2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมการเข้าซื้อโรงแรมในต่างประเทศ
“ในปี 2558 รายได้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ทำได้จำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโรงแรม 9,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1.1 หมื่นล้านบาท โดยยังตั้งเป้าว่าปี 2561 กำไรสุทธิมาจากธุรกิจอาหารและโรงแรมอย่างละ 50% จากปัจจุบันธุรกิจอาหารอยู่ที่ 44% และธุรกิจโรงแรม 66%” นายรณชิต กล่าว
ด้าน บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทจะใช้เงินลงทุนตามแผน 5 ปี (2557-2561) รวมทั้งสิ้น 5.5-5.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อต่อยอดธุรกิจ 33.2 หมื่นล้านบาท และซื้อกิจการใหม่ประมาณ 2.22.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้เติบโตได้ปีละ 10% ส่วนกำไรสุทธิจะขยายตัว 1520% และทำให้บริษัทมีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็นสัดส่วน 49% จากสิ้นเดือน ก.ย. อยู่ที่ 33%
“ตอนนี้มีการเจรจาซื้อกิจการอยู่หลายราย เฉลี่ยดีลละ 160170 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะได้ข้อสรุปบางส่วนในปี 2558” นายชัยพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมีโรงแรมเพิ่มเป็น 200 แห่ง ธุรกิจร้านอาหาร 3,300 แห่ง ที่อยู่อาศัย 700 ยูนิต จาก 67 ยูนิต และธุรกิจรีเทลเพิ่มเป็น 360 แห่ง
นายชัยพัฒน์ กล่าวถึงธุรกิจโรงแรมว่า สัญญาณการเข้าพักดีขึ้นแต่ไม่ดีมากนัก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพราะยังมีกฎอัยการศึกอยู่ คาดว่าอัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในไตรมาส 4 จะพลิกมาเป็นบวก หลังจากในช่วงไตรมาส 3 ติดลบ 4%







