
"พอล แอนด์ โค เอเชีย" บุกเบิกกระดาษเฉพาะด้าน
ปัจจุบันการแข่งขันในหลายธุรกิจรุนแรงขึ้นอยู่ตลอด แต่การปรับตัวหรือหาช่องทางใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำในตลาด
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ปัจจุบันการแข่งขันในหลายธุรกิจรุนแรงขึ้นอยู่ตลอด แต่การปรับตัวหรือหาช่องทางใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำในตลาด หรือเรียกได้ว่าไม่มีคู่แข่งย่อมได้เปรียบ หนึ่งในนั้นคือ บริษัท พอล แอนด์ โค เอเชีย ผู้ผลิตแกนกระดาษและกระดาษฉาก เพื่อป้อนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ประเภท อาหาร ยา และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่มูลค่ามหาศาลและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้เพียง 2 รายเท่านั้น
คุเณศ สัจเทพ กรรมการ บริษัท พอล แอนด์ โค เอเชีย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวเยอรมัน เล่าว่า ตระกูลสัจเทพเริ่มจากธุรกิจผลิตสินค้าและบริการเชิงการแพทย์ ซึ่งอยู่ในเครือ M.R.Amarnate เป็นธุรกิจครอบครัวไทย เชื้อสายอินเดีย ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 80 ปี ซึ่งตนเองพยายามมองหาธุรกิจใหม่ๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมเดิมของครอบครัวต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากและมีการแข่งขันสูง
“เมื่อ 20 ปีก่อนได้มีโอกาสรู้จักบริษัท คูเนิร์ท กรุ๊ป (kunert Gruppe) จากเยอรมนี และเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมกระดาษที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเติบโตได้ค่อนข้างดีปีละ 20% แถมยังเป็นธุรกิจประเภทครอบครัว ที่ไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน เรียกได้ว่าไม่มีหนี้ จึงตัดสินใจร่วมทุนกับเจ้าของธุรกิจชาวเยอรมัน ตั้งบริษัท พอล แอนด์ โค เอเชีย ขึ้นโดยนักธุรกิจเยอรมนีถือหุ้น 70% และผมถือหุ้น 30%”
หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งโรงงานแห่งแรกในประเทศอินโดนีเซียเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา และได้ตั้งโรงงานในประเทศไทย ที่ จ.ชลบุรี เมื่อ 3 ปีก่อน โดยประเทศไทยได้สิทธิในการดูแลและทำตลาดเอเชียด้วย ปัจจุบันทั้งสองโรงงาน คือ อินโดนีเซีย และไทย เฉพาะบริษัทร่วมทุนนั้นมีกำลังการผลิตรวม 3,000 ตัน/เดือน ผลิตแกนกระดาษ 95% อีก 5% ผลิตกระดาษฉาก โดยเดินเครื่องผลิตอยู่ที่ 55% ซึ่งสามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามความต้องการของลูกค้า
ซึ่งสาเหตุที่ตั้งโรงงานแห่งแรกในอินโดนีเซียนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมกระดาษในอินโดฯ นั้น มีการเติบโตสูง
“ธุรกิจแกนกระดาษถือว่าเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน เนื่องจากหัวใจหลักในการผลิตของเราคือ ทำแกนกระดาษ และกระดาษฉากสำหรับรับแรงกระแทกสินค้า เพื่อสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องการแกนกระดาษและกระดาษฉากที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีธุรกิจผลิตแกนกระดาษเฉพาะด้าน ซึ่งแกนกระดาษที่มีคุณภาพสูงจะทำให้สินค้าไม่เกิดการชำรุดในการจัดส่ง รวมไปถึงอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลง” คุเณศ กล่าว
สำหรับโรงงานในอินโดนีเซียมีลูกค้าในหลายอุตสาหกรรมรวมกว่า 100 บริษัท ขณะที่โรงงานในไทยนั้นปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจากนี้บริษัทจะขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าขนาดกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องปีละ 15-20% โดยปัจจุบันตลาดแกนกระดาษ ในไทยมีมูลค่าประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องปีละ 20%
ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี 2558 ถือว่าส่งผลดีกับธุรกิจแกนกระดาษและกระดาษฉาก เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าต้องการใช้สินค้าที่มีมาตรฐานสูง ลดปัญหาการสูญเสียระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ และอุณหภูมิ ซึ่งการจะเข้าไปเปิดตลาดสินค้าประเภทดังกล่าวในประเทศใดได้นั้น ประเทศนั้นจะต้องมีเศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างดี ซึ่งในระยะยาวเล็งเห็นโอกาส ในการเข้าไปเปิดโรงงานในประเทศเวียดนาม
คุเณศ ย้ำว่า ศักยภาพความเชี่ยวชาญการผลิตสินค้าเฉพาะด้าน โดยเป็นบริษัทวิสาหกิจขนาดกลางถือเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมในประเทศเยอรมนี ซึ่งในเยอรมนี นั้นมีหลายธุรกิจที่ผลิตเพื่อเจาะตลาดเฉพาะ เช่น เบาะนั่ง หรือแม้แต่ผ้าม่าน ซึ่ง รูปแบบดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย อินโดนีเซีย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะอุตสาหกรรมเบา ที่ปลอดมลภาวะสามารถรักษาความสมดุลของการพัฒนาและการยอมรับจากชุมชน
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรเร่งส่งเสริมหรือผลักดันให้เกิดธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า เพราะทุกวันนี้สินค้าในตลาดพยายามต่างเดินหน้าเพื่อจะบุกตลาดแมส ขณะที่สินค้าที่เจาะตลาดเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) แม้จะผลิตในปริมาณน้อยกว่า แต่สามารถทำราคาขายได้สูงกว่าเป็นเท่าตัว







