
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีกับบทบาทหน้าที่ สปช.
ก่อนอื่นผมขอเรียนท่านผู้อ่านว่า ผมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา และได้เข้าร่วมประชุม สปช.ไปแล้วหลายครั้ง ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้
ก่อนอื่นผมขอเรียนท่านผู้อ่านว่า ผมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา และได้เข้าร่วมประชุม สปช.ไปแล้วหลายครั้ง ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้
สิ่งที่ผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ “การปฏิรูปภาษี” ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในวาระของการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) และบทบาทของ สปช. ในการที่จะผลักดันการปฏิรูปภาษีให้เป็นจริงเพราะเป็นเรื่องที่ได้มีการพูดถึงกันมาก เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ
ทั้งนี้ ผมได้รับแนวทางการปฏิรูปภาษีจากหนังสือ “สาระสังเขปประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยด้านเศรษฐกิจ” ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและกรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทย ด้านเศรษฐกิจ ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลักการ เหตุผล และความจำเป็น ตลอดจนมาตรการและแนวทางการปฏิรูปภาษีเป็นไปในแนวทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรการที่ภาคเอกชนทุกภาคส่วนเคยศึกษามาแล้ว ในการนี้ ผมขอสรุปหลักการดังกล่าวพร้อมข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังนี้
หลักการและเหตุผล
นโยบายบริหารประเทศและนโยบายประชานิยมต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก โดยเคยมีการวางแผนไว้ หากเป็นไปได้รัฐบาลมีเป้าหมายจะจัดทำงบประมาณแบบสมดุลภายในปี 2560 ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงมีการริเริ่มเสนอให้มีการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางการปฏิรูป
1.ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเดิม เช่น เพิ่มหรือลดอัตราภาษี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแบบขั้นบันไดจาก 7% เป็น 8% เป็น 9% และเป็น 10% ภายใน 3 ปี
เปลี่ยนฐานภาษีสรรพสามิตจากราคาขาย ณโรงอุตสาหกรรมและราคา C.I.F. (กรณีสินค้านำเข้า) มาเป็นราคาขายปลีก
ปรับปรุงแนวทางการตีความกฎหมายภาษีศุลกากรให้เป็นไปตามหลักองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization : WCO) มากยิ่งขึ้น
2.ปิดช่องว่างการหลีกเลี่ยงภาษี
3.รวบรวมกฎหมายภาษีสรรพสามิต (เช่น พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ร.บ.ยาสูบ และ พ.ร.บ.สุรา) ให้เป็นฉบับเดียว
4.จัดเก็บภาษีชนิดใหม่ เช่น ภาษีทรัพย์สินและภาษีการรับมรดก เป็นต้น
สำหรับตัวผมเองนั้นนอกเหนือจากการเป็นสมาชิก สปช. ผมยังได้รับตำแหน่งกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินการคลัง (ทำงานในตำแหน่งโฆษกกรรมาธิการ) และกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (ทำงานในฐานะเป็นประธานกรรมาธิการคนที่ 3) ซึ่งผมคิดว่าเมื่อได้มีการทำงานกับคณะปฏิรูปแล้ว ก็สามารถนำเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป (มาตรา 31 วรรค 1 (1) และวรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)) โดยผมหวังให้มีการดำเนินการตามแผนปฏิรูปภาษี ดังตารางประกอบด้านบน
1.ให้มีคณะทำงานที่เรียกว่า “คณะกรรมการปฏิรูปภาษี” ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นไตรภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
2.คณะกรรมการปฏิรูปภาษีนี้ จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษามาตรการการปฏิรูปภาษีควบคู่ไปกับการทำงานของ สปช. และเป็นการสนับสนุนการทำงานของ สปช. โดยเมื่อศึกษาจนได้แนวทางที่เหมาะสมแล้วจะนำเสนอต่อ สปช. เพื่อพิจารณาและนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป เพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป
3.สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปภาษีจะเริ่มจากการตั้งคณะทำงานจากภาคเอกชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ สภาตลาดทุน เป็นต้น ให้เป็นผู้คัดกรองผลงานวิจัยให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปภาษีชั้นหนึ่งก่อน ซึ่งวิธีการเช่นนี้ได้เคยมีการดำเนินการมาแล้วเพื่อปรับปรุงภาษีสรรพสามิต คือ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมร่วมกับกรมสรรพสามิตได้พิจารณาจัดทำประมวลกฎหมายสรรพสามิต โดยมีการเสนอให้รวบรวมกฎหมายทั้ง 7 ฉบับเป็นประมวลกฎหมายฉบับเดียว เป็นต้น
เมื่อคณะทำงานดังกล่าวได้คัดกรองงานวิจัยแล้ว ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการปฏิรูปภาษีเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับการปฏิรูป โดยแบ่งมาตรการและเรื่องการปฏิรูปเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว (ระยะ 30–60 วัน) จากนั้นจึงจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากแต่ละภาคส่วน หรือประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเรียงลำดับตามระยะต่างๆ ของมาตรการปฏิรูป
หลังจากนั้นให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อ สปช. ให้มีการพิจารณาต่อไป และเมื่อ สปช.ได้เห็นชอบแล้วก็จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป
ผมหวังว่าเมื่อมีการดำเนินการตามแนวความคิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะช่วยทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น







