
ชี้ฐานะคลังยังเสี่ยง
นักวิชาการชี้ประชานิยมทำภาคคลังเสี่ยงหนัก ด้านข้าราชการเพิ่มเท่าตัว เบียดงบลงทุนเหลือน้อย
นักวิชาการชี้ประชานิยมทำภาคคลังเสี่ยงหนัก ด้านข้าราชการเพิ่มเท่าตัว เบียดงบลงทุนเหลือน้อย
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวในหัวข้อการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ การสร้างวินัยการคลังและธรรมาภิบาล จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ในอนาคตเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลังที่เปราะบาง แม้จะมีกรอบวินัยการคลัง แต่ผู้กำกับ นักการเมืองก็รู้วิธีหลบหลีก ขณะที่เรื่องค่าเงินและสถาบันการเงิน เชื่อว่ามีระบบการป้องกันความเสี่ยงที่ไม่น่ากังวลเท่ากับความเสี่ยงภาคการคลังในอีก 30 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของการใช้งบทำโครงการประชานิยมยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยหากเปรียบเทียบข้อมูล 4 ปีย้อนหลัง พบว่าการจัดเก็บรายได้ภาครัฐขยายตัวเพียง 1.6 เท่า แต่งบรายประชานิยม และงบสวัสดิการ เติบโตขึ้น 4 เท่า
นอกจากนี้ การเพิ่มหน่วยงานราชการขึ้นอีก 20-30% ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนข้าราชการ ลูกจ้าง ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพบว่าจำนวนข้าราชการได้เพิ่มจากปี 2540 ที่มีอยู่ 1 ล้านคน เป็น 2 ล้านคนในปัจจุบันส่งผลให้งบประจำมีแต่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเบียดงบลงทุนให้น้อยลงไปทุกปี
ขณะเดียวกัน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่ลดลง จะทำให้ในอนาคตกองทุนประกันสังคมจะขาดคนจ่ายเงินเข้ากองทุน ซึ่งจะทำให้กองทุนมีแต่รายจ่ายและอาจต้องขาดทุนจนเป็นภาระทางการคลังได้
นายเศรษฐพุฒิ ยังได้เสนอให้ยกเลิกการจัดสรรเงินงบประมาณให้องค์กรอิสระเช่น จากภาษีบาปของกรมสรรพสามิตที่จัดสรรให้ไทยพีบีเอส หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพราะต้องการให้การบริหารเงินงบประมาณมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยทีดีอาร์ไอ เปิดเผยถึงข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปการคลังว่า ต้องปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี เพื่อหารายได้เป็นหลัก โดยไม่เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะจะทำให้การกำหนดทิศทางการจัดเก็บภาษีไม่ชัดเจน โดยต้องหารายได้เพิ่มจากการขยายฐานภาษีบุคคลธรรมดาแทนการเพิ่มอัตราภาษี และหาทางขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากยังเก็บในอัตราที่ต่ำ
นอกจากนี้ จะต้องปรับกระบวนการใช้เงินงบประมาณ เช่น มีการรายงานการใช้เงินนอกงบประมาณต่อรัฐสภา และจำกัดการใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อทำโครงการของรัฐบาล มีการกำหนดวงเงินของกิจกรรมกึ่งการคลัง การชดเชยสถาบันการเงินของรัฐเต็มจำนวนไม่ใช่ชดใช้แค่ดอกเบี้ย และควรมีการเปิดเผยข้อมูลการคลังฉบับประชาชน โดยปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งให้พรรคการเมืองต้องระบุต้นทุนการคลัง ของนโยบายที่ใช้หาเสียงว่ามีจำนวนเท่าไรที่จะเป็นภาระทางการคลังต่อไปในอนาคต
นายสมชัย กล่าวว่า ควรมีการวิเคราะห์การคลังที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารโดยการออก พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Thai PBO)เพื่อประเมินและคาดการณ์ภาพรวมการคลัง ซึ่งจะช่วยให้นโยบายการคลังมีวินัยมากขึ้น







