
ดันแหลมฉบังสู้ศึกอิเหนา
คมนาคมมั่นใจการค้าทางเรือไม่หดลุยโครงสร้างพื้นฐานแก้กม.ต่อเนื่อง
คมนาคมมั่นใจการค้าทางเรือไม่หดลุยโครงสร้างพื้นฐานแก้กม.ต่อเนื่อง
กรมเจ้าท่าไม่หวั่นอินโดดันแผนโกลบอลมาริไทม์แอกซิส มั่นใจแหลมฉบังแกร่งสู้ศึกเมนแลนด์
นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรณีนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มีวิสัยทัศน์ผลักดันให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นแกนกลางทางทะเลของโลก (Global Maritime Axis) นั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือต่างๆ ของไทย เนื่องจากจุดที่ท่าเรือของอินโดนีเซียจะเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ นั้นแตกต่างจากไทย นอกจากนี้เชื่อว่าในระยะ 3 ปีอินโดนีเซียน่าจะยังเน้นการขนส่งทางน้ำในประเทศให้แข็งแกร่งก่อน
“เราเองก็มีท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือสำคัญเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างไทยและประเทศที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ ทั้งในอาเซียนและบริเวณใกล้เคียง ทำให้ท่าเรือของไทยยังสามารถสู้ศึกกับอินโดนีเซียได้” นายจุฬา กล่าว
ข้อมูลเศรษฐกิจการขนส่งสินค้าทางน้ำเฉพาะแห่ง ปี 2556 ของกรมเจ้าท่า ระบุว่า มีสินค้าจากเรือค้าต่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวม 170.43 ล้านตัน สำหรับด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง มีสินค้าจากเรือค้าต่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวม 96.73 ล้านตัน เป็นสินค้า เบ็ดเตล็ดมากที่สุด 57.55 ล้านตัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 9.88 ล้านตัน
นายจุฬา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันอาเซียนกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันในหลายระดับ เช่น กลุ่มระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ก็พัฒนาการเชื่อมโยงทางบก โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชียคอยสนับสนุน ขณะที่อาเซียนก็มีแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน เชื่อมโยงด้านต่างๆ
สำหรับไทยอยู่ระหว่างเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานทุกประเภทรองรับความเป็นสากล โดยให้ความสำคัญกับการขนส่งทางรถและทางรถไฟระหว่างประเทศมากที่สุด เพราะโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นปัจจัยสำคัญของการให้บริการขนส่ง หากไม่ทุ่มงบ 6 แสนล้านบาทให้รถไฟในวันนี้ การบริการขนส่งก็จะไม่เกิด
นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รองรับการขนส่งสินค้าแต่ละช่องทางและแต่ละประเภท เช่น ปีที่ผ่านมาได้ออก พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. 2556 ในปีนี้ก็น่าจะมีการออก พ.ร.บ.การรับขนทางอากาศ







