
ทุนนิยมฉุดสิ่งแวดล้อมกระตุ้นทำธุรกิจยั่งยืน
ในขณะที่อาเซียนกำลังเร่งจังหวะการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนึ่งที่กำลังถูกจับตาในสายตาประชาคมโลกควบคู่กันไปด้วย คือ “การเติบโตที่ไม่ยั่งยืน”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ในขณะที่อาเซียนกำลังเร่งจังหวะการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนึ่งที่กำลังถูกจับตาในสายตาประชาคมโลกควบคู่กันไปด้วย คือ “การเติบโตที่ไม่ยั่งยืน” ซึ่งสร้างผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชนอย่างมหาศาล แต่ละประเทศตลอดจนภาคธุรกิจในประเทศนั้นๆ อาจต้องกลับมาพิจารณาบทบาทตัวเองกันอีกครั้ง
อิโว เดอ โบเออร์ ผู้อำนวยการทั่วไป สถาบันเพื่อการเติบโตสีเขียวโลก บอกในงาน ASEAN Sustainable Development 2014 ว่า มีประมาณ 4 เรื่องที่ต้องใช้พิจารณาประกอบเรื่องการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอาเซียน 1.ปัญหาในปัจจุบันของโลกและปัญหาของภูมิภาค ปัจจุบันเอเชียกำลังประสบปัญหาการปรับขึ้นราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของน้ำดื่มน้ำใช้ การปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบ ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยกำไร การเติบโตของจำนวนประชากร ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น จนถึงเรื่องโลกาภิวัตน์ การมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตโดยไม่ระมัดระวังผลกระทบที่ตามมา กลายเป็นปัจจัยให้เกิดความเสียหายเหล่านี้
2.การดำเนินนโยบายให้ประสบผลสำเร็จ แม้หลายประเทศจะมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม การเติบโตอย่างยั่งยืน หรือการเติบโตสีเขียวมากขึ้น แต่ยังประสบปัญหาในการปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง กระบวนการในหลายประเทศยังล้าหลัง ไม่ทันการเติบโตของเศรษฐกิจ การจะทำให้สำเร็จได้จริงต้องมีการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น
3.ความท้าทายของภาคเอกชน ปัจจุบันมีทั้งเทคโนโลยีและแหล่งทุนจำนวนมากที่ภาคเอกชนสามารถจัดหาได้เพื่อการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ภาคเอกชนยังมักมองว่าการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนคือเรื่องความเสี่ยงขององค์กร ดังนั้นภาคเอกชนควรต้องเปลี่ยนกรอบความคิด มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืนขององค์กรและส่งผลดีต่อโลกแทน และ 4.การสร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วน ต้องมีการสื่อสารโดยหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
ด้าน เคลินน์ เจมส์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอาร์เอ็ม ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บอกว่า นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2556 จำนวนบริษัทมหาชนในเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 220% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่มหาศาลมาก เมื่อภาคธุรกิจเติบโตขึ้น ก็ต้องเข้ามามีบทบาทดูแลสังคมของตัวเองด้วย
“ปัจจุบัน ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญทำให้เกิดปัญหาสำคัญต่างๆ ของโลก ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถเป็นเพียงแค่ผู้เห็นเหตุการณ์ในระบบที่ให้ชีวิตแก่ตัวเองในตอนต้น ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของโลกที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจด้วย” เจมส์ ย้ำ
แม้ปัจจุบันหลายบริษัทจะคิดว่าการละเลยผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะช่วยสร้างกำไรให้แก่ตัวเองเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องตระหนักด้วยว่ามีปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาและกระทบต่อตัวเองในที่สุด เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความท้าทายที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ คือ ปัญหาการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโต ไม่ให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงขณะที่เศรษฐกิจและธุรกิจเติบโต และปัญหาความยากจนของคนในสังคม
ทั้งนี้ กระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นสิ่งที่กลับมาสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรเอง เพราะจะช่วยสร้างการจดจำ สร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร และท้ายที่สุดอาจช่วยสร้างกำไรด้วย
ขณะที่ เดวิด เพียร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ดีลอยท์ โกลบอล บอกว่า ทุกองค์กรจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นกฎของตลาดหลักทรัพย์ในหลายๆ ประเทศที่กำหนดให้จัดทำรายงานเพื่อความยั่งยืนแล้ว นักลงทุน ผู้ถือหุ้นเองก็จะตั้งคำถามว่าบริษัททำอะไรไปแล้วบ้าง ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไม่ควรคิดว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่ทำหรือไม่ทำก็ได้ เพราะทุกคนต้องทำ ตอบคำถามให้ได้ว่าธุรกิจของตัวเองสร้างผลดีผลเสียให้แก่ใคร ส่วนที่เกิดผลเสียก็ต้องไปจัดการลดผลกระทบ โดยผู้บริหารจะต้องเป็นบุคลากรหลักทำให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินองค์กร







