
ผ้าไทยหวังโต30%
สมาคมพ่อค้าผ้าไทย ลุ้นโค้งสุดท้ายโต 30% รับเทศกาลเฉลิมฉลองตลอดเดือน ธ.ค.
สมาคมพ่อค้าผ้าไทย ลุ้นโค้งสุดท้ายโต 30% รับเทศกาลเฉลิมฉลองตลอดเดือน ธ.ค.
นายสุวิทย์ จตุจินดา นายกสมาคมพ่อค้าผ้าไทย ย่านการค้าสำเพ็ง เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมผ้าผืนหรือสำเร็จรูปไทยในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 20-30% เทียบกับต้นปีที่ผ่านมา จากปัจจัยกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะหลังเดือน ก.ย.เป็นต้นมา ที่บรรยากาศการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) กลับคืนมา
ขณะเดียวกัน ตามที่รัฐบาลประกาศรณรงค์ให้ข้าราชการและพลเรือนสวมเสื้อเหลืองตลอดทั้งเดือน ธ.ค.นั้น พบว่าเริ่มมีคำสั่งซื้อกลุ่มผ้าผืนสีเหลืองเพื่อนำไปตัดเย็บเสื้อเชิ้ตเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจหรือพ่อค้าผ้าจะเป็นผู้ไปเจรจาร่วมกับโรงงานผู้ผลิตผ้าอีกทอดหนึ่ง เพื่อกำหนดปริมาณการผลิตผ้าผืนตามความต้องการตลาด ในแต่ละช่วง
ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมผ้าผืนไทยในปัจจุบัน คือ กลุ่มลูกค้าต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน อาทิ ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ พม่า เป็นต้นคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ส่วนตลาดในประเทศอยู่ที่ 30% โดยปัจจุบันมีสมาชิกผู้ประกอบการสมาคมฯราว 300 ราย แต่ยังไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลมูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมผ้าผืนไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น
“การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีหน้า มองว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมผ้าผืนไทย จากความต้องการของคู่ค้าที่มองไทยเป็นผู้ผลิตและทำตลาดกลุ่มสินค้าผ้าผืนที่มีคุณภาพ” นายสุวิทย์ กล่าวซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการธุรกิจผ้าผืนในย่านการค้าสำเพ็งได้มีการปรับตัว เพื่อรองรับการทำตลาดล่วงหน้าเพื่อขยายธุรกิจเช่นกัน
“เมื่อเปิดเสรีอาเซียน ค่อนข้างจะเป็นโอกาสของพ่อค้าไทย จากหลายปัจจัยทั้งสินค้า และต้นทุนการขนส่ง หรือ ลอจิสติกส์ ที่ส่วนใหญ่จะใช้ฐานการผลิตในไทยไม่ได้ย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกับอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่มห่มสำเร็จรูป ด้วยการผลิตผ้าผืนนั้นจะใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการผลิต” นายสุวิทย์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจผ้าผืนไทย ยังได้พัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ เพื่อขยายตลาดส่งออก โดยมุ่งไปยังพื้นที่การค้าชายแดนมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการธุรกิจบางกลุ่มได้เข้าไปทำตลาด ใน บริเวณด่านอำเภอแม่สอด จ.ตาก เป็นต้น ซึ่งสมาคมฯ เห็นว่าตลาดดังกล่าวมีความน่าสนใจต่อการขยายตลาดผ้าผืนไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านด่านการค้าชายแดนต่างๆ







