posttoday
เศรษฐกิจไทยปีนี้หมดหวัง...ปีหน้าลุ้นใหม่

เศรษฐกิจไทยปีนี้หมดหวัง...ปีหน้าลุ้นใหม่

24 พฤศจิกายน 2557

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว สศช. หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว สศช. หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงปรับตัวเลขเศรษฐกิจปี 2557 จะเติบโตได้เพียงไม่เกินร้อยละ 1.0 จากเป้าหมายเดิมช่วงต้นปีที่คาดว่าอาจจะโตได้ร้อยละ 4.0-4.5 สำหรับภาคเอกชนประเมินว่าการขยายตัวเลขทางเศรษฐกิจปีนี้อาจจะเหลือเพียงไม่เกิน 0.7 เนื่องจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศล้วนถดถอย

ความกังวลคงตกไปอยู่ที่รัฐบาลไม่มากก็น้อย เพราะประชาชนฝากความหวังไว้มาก จากเดิมที่เข้ามาเป็นรัฐบาลประกาศว่าจะดันเศรษฐกิจในปี 2557 ให้โตได้ร้อยละ 2.0-3.0 โดยเร่งจ่ายหนี้ชาวนาในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งไปเกือบ 1 แสนล้านบาท และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรวมทั้งอนุมัติโครงการลงทุนผ่านบีโอไอและอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขที่ออกมาในเดือน ต.ค.ค่อนข้างผิดหวัง เพราะไตรมาส 3 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.6 ปัญหาสำคัญคือการเบิกจ่ายที่ล่าช้าของหน่วยงานรัฐ บางจังหวัดประกวดราคาการจ้างงานแล้ว แต่จนบัดนี้งบประมาณยังตกไปไม่ถึงตัวจังหวัด

การกู้เศรษฐกิจของชาติต้องเล่นกันเป็นทีม ไม่ใช่ท่านนายกฯ หรือรัฐมนตรีไม่กี่ท่านเล่นวิ่งรอบสนาม ส่วนข้าราชการส่วนใหญ่กลับไปนั่งเป็นคนดู ถ้าแบบนี้คงมีผลต่องบกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2558 ซึ่งนัยว่าจะใช้เงินในไตรมาสแรกถึง 1.4 แสนล้านบาท ผ่านงบโครงสร้างพื้นฐาน งบกระตุ้นการจ้างงาน งบช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร ฯลฯ หากจะดันให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าคงต้องไปไขลานกันมากกว่าที่เป็นอยู่

ยิ่งเศรษฐกิจในต่างจังหวัดค่อนข้างมีปัญหา ผมมีโอกาสไปต่างจังหวัดค่อนข้างบ่อย ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการซึ่งบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “เศรษฐกิจแย่มากที่สุดในรอบ 10 ปี” กำลังซื้อในต่างจังหวัดซึ่งต้องพึ่งพารายได้เกษตรกร เช่น จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสานกำลังซื้อหายไป ช่วงต้นปีหายไปประมาณร้อยละ 10 กลางปีหายไปร้อยละ 15-20 ปัจจุบันกำลังซื้อลดลงถึงร้อยละ 30 หากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับก่อสร้าง อุปกรณ์ก่อสร้าง โรงงานผลิตเสาหรือเสาเข็ม ตัวเลขขายหายไปร้อยละ 50 ก็มี เศรษฐกิจในต่างจังหวัดพึ่งพารายได้เกษตรกรสูง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาซึ่งราคาข้าว ณ วันนี้ตกไปมากเหลือประมาณ 7,700-7,800 บาท/ ตัน แต่บางจังหวัดตกลงถึง 5,500-5,700 บาท/ตัน โรงสีหลายแห่งต้องขายกิจการ โรงงานในต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีกำลังการผลิตอยู่ประมาณร้อยละ 60 ต้องรอออร์เดอร์ หยุดผลิตเป็นช่วงๆ ปัญหาของอุตสาหกรรมเหล่านี้คือสภาพคล่องซึ่งรัฐบาลควรจะเข้ามาดูแลเช่นกัน

ด้านอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดถึงขั้นซบเซา โดยเฉพาะตึกแถว ทาวน์เฮาส์ ก่อนหน้านี้ราคาขึ้นทุกวัน ปัจจุบันต้องขายลด แลก แจก แถม ยังหาคนซื้อยาก ขณะที่ค้าปลีกค้าส่ง พวกร้านโชห่วยต่างโอดครวญว่ายอดขายหายไปถึง 1 ใน 4 ตัวชี้วัดเศรษฐกิจต่างจังหวัดคือตัวเลขขายรถมอเตอร์ไซค์ในช่วง 10 เดือน ตัวเลขถดถอยไปถึงร้อยละ 24 นอกจากนี้โรงเรียนเอกชนก็ได้รับผลกระทบจากรายได้ผู้ปกครองที่ลดลง การค้างค่าเล่าเรียนมีตัวเลขสูงขึ้น ผู้ปกครองบางรายย้ายบุตรหลานไปโรงเรียนรัฐบาลมีตัวเลขสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพียงแต่รัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า การกระตุ้นการบริโภคต้องมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ถึงแม้อาจมีบางภาคส่วนมาค้านว่าเสียเงินเปล่า ไม่คุ้มค่า เพราะช่วยเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว ซึ่งก็เป็นจริง แต่ในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหาเช่นนี้ รัฐบาลเป็นภาคเดียวที่ยังมีเงินที่จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เพียงแต่เมื่อเงินมีจำกัดก็ต้องให้ถึงมือรากหญ้าหรือเอสเอ็มอี ไม่ใช่ไปอยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่ และต้องดูแลการรั่วไหลหรือคอร์รัปชั่น ส่วนงบลงทุนปี 2558 ซึ่งจะมีถึง 4.5 แสนล้านบาท ต้องเร่งเบิกจ่ายโดยแก้ไขปัญหาคอขวดในระบบราชการ ต้องปฏิรูประบบราชการที่อืดอาด อีกทั้งต้องปรับทัศนคติให้ทำงานร่วมกับเอกชน ไม่ใช่เอาแต่บงการหรือกำกับดูแล อย่างนี้ก็คงไม่ใช่เรียกว่าการปฏิรูป

เศรษฐกิจปีหน้าคงต้องลุ้นโดยให้น้ำหนักภาคส่งออก ซึ่งยังกังวลว่าในไตรมาสแรกคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้เท่าไร เพราะความอ่อนแอของคู่ค้าหลัก เช่น จีน ญี่ปุ่น อียู ซึ่งเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง และขอให้เร่งแก้ปัญหาเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า โดยอย่าไปทำอะไรที่จะไปเพิ่มต้นทุนให้กับเอกชนหรือผู้ส่งออก เพราะจะมีผลต่อภาระประชาชน ซึ่งไปกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล