
WHAซื้อHEMRAJปลาเล็กกินปลาใหญ่
เรื่องเจียรนัย อุตะมะ+กราฟราคาหุ้น+สัดส่วนผู้ถือหุ้น
เรื่องเจียรนัย อุตะมะ+กราฟราคาหุ้น+สัดส่วนผู้ถือหุ้น
การซื้อกิจการโดยทั่วไปมักจะเกิดจากบริษัทที่ใหญ่กว่าเข้าซื้อบริษัทขนาดเล็ก แต่กรณีของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA)เข้าซื้อกิจการบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน หรือHEMRAJ กลับตรงกันข้าม
ทั้งนี้เพราะ WHAที่มีมูลค่าตลาดเพียง 3.6 หมื่นล้านบาทได้เข้าซื้อ HEMRAJ ที่มีมูลค่าตลาดถึง 4.3 หมื่นล้านบาท
WHA จะเข้าซื้อหุ้นของ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HEMRAJ โดยผ่านกระบวนการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดโดยสมัครใจในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.2558และมีกำหนดเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมปี 2558เช่นกัน
ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องได้มาซึ่งหุ้นสามัญมากกว่า 50 %ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการ ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท ตามบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู) ระหว่างบริษัทและกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HEMRAJ
ภายใต้ เอ็มโอยูดังกล่าว กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HEMRAJ ตกลงจะขายหุ้นจำนวน 2,186,768,640 หุ้น คิดเป็นจำนวน 22.53% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการ
อย่างไรก็ดีบริษัทและกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HEMRAJ จะลงนามในสัญญาการซื้อหุ้น (Shares Purchase Agreement หรือ "SPA") ต่อไปตามที่ระบุไว้ใน เอ็มโอยูซึ่ง SPA นี้จะมีเงื่อนไขที่สำคัญของการซื้อกิจการดังกล่าวว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทได้อนุมัติให้ดำเนินการเข้าซื้อหุ้นของกิจการ และได้อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทโดยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น( Right Offering )มูลค่ารวมไม่เกิน 8,800 ล้านบาท และบริษัทได้รับการยืนยันการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงิน
นพ.สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทได้กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะได้หุ้นมากกว่า 50% เนื่องจากบริษัทได้ลงนามใน เอ็มโอยู กับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ HEMRAJ
ภายใต้ เอ็มโอยู ดังกล่าว บริษัทได้แสดงความประสงค์ที่จะเข้าทำสัญญาเพื่อให้มีการเสนอขายหุ้น HEMRAJ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในจำนวน 22.53% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ HEMRAJ
นพ.สมยศ เริ่มเจรจากับผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีความสนใจที่จะมาขายในราคาประมาณนี้เช่นกัน
สำหรับแหล่งเงินทุนในการซื้อขายครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทด้วยการทำ Right Offering ซึ่งเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทได้เตรียมลงทุนตามสัดส่วนที่ถืออยู่อย่างแน่นอน และพร้อมที่จะเพิ่มทุนเกินสัดส่วนเพื่อสนับสนุนการทำรายการในครั้งนี้ และ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงิน ในจำนวนที่เพียงพอต่อการซื้อขายครั้งนี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ธนชาตประเมินเบื้องต้นว่าหาก WHAซื้อHEMRAJได้ทั้งหมด อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนยังอยู่ที่เพดานของเงื่อนไขเงินกู้ที่มีหนี้สินต่อทุนสุทธิ 2.5 เท่า
WHA ตั้งเป้าเป็นบริษัทนิคมและขนส่งครบวงจรอันดับหนึ่ง จึงซื้อHEMRAJบริษัทที่มียอดขายที่ดินในนิคมอันดับหนึ่ง
ธุรกรรมนี้จะทำให้ WHAเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า จะสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ให้เช่าของHEMRAJได้ดีขึ้น ซึ่งมีอัตราการใช้ที่เพียง46%ในไตรมาส2ปี2557
WHAสามารถเจาะฐานลูกค้าของHEMRAJและเสนอการจัดการคลังสินค้า โดยHEMRAJ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มปิโตรเคมี ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
HEMRAJ มีรายได้ประจำค่าน้ำและค่าไฟฟ้าที่ระดับสูงและเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยปรับสมดุลรายได้ของWHAที่ค่อนข้างผันผวน
สมมตฐานการซื้อหุ้น HEMRAJที่50100%ธุรกรรมนี้เพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นWHA จากการคำนวณของบล.ธนชาตส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากHEMRAJมากกว่าผลกระทบหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุน
บล.ธนชาตประมาณการกำไรปีนี้ของHEMRAJ3,300ล้านบาทสูงกว่าประมาณการของWHA1,500 ล้านบาท และคาดว่ากำไรต่อหุ้นหลังจากเข้าซื้อกิจการและการเพิ่มทุนจะยังคงเพิ่มขึ้น2347% ในปี 2558(สัดส่วนการถือหุ้นHEMRAJ50-100%) และ29-61% ในปี 2559 และ39-86%จากปี 2560เป็นต้นไปขณะที่มูลค่าที่แท้จริงของWHAจะเพิ่มขึ้นหุ้นละ43บาทเป็น 4768.5บาท
“เรามีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกรรมนี้เพราะWHAได้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นของWHA ดังนั้นยังคงคำแนะนำซื้อWHAที่ราคาเป้าหมาย 43 บาท”
สมบัติ เอกวรรณพัฒนา นักวิเคราะห์บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะนำ ถือหุ้นHEMRAJ รอทำทำคำเสนอซื้อหุ้น
บริษัทปรับเป้าการขายพื้นที่นิคมลงจากเดิม 1,200 ไร่ เป็น 800 ไร่
เดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HEMRAJกล่าวว่า ถือเป็นการลดเป้ายอดขายลงครั้งที่ 3 นับจากที่ตั้งแต่ต้นปีตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 1,600 ไร่ และ 1,200 ไร่ เนื่องมาจากปัจจัยการเมือง และความล่าช้าในการอนุมัติการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ทั้งนี้ปี 2558 คาดการณ์เป้าหมายการขายที่ดินจะกลับมาอยู่ที่ 1,200-1,500 ไร่ เพราะมองว่าการลงทุนต่างๆ น่าจะกลับมา โดยเฉพาะหลังการมีจัดตั้งคณะกรรมการบีไอโอขึ้นมาแล้ว
ปัจจุบันมีบริษัทมีที่ดินรอการขายอยู่ที่ 1.1 หมื่นไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมนิคมอุตสาหกรรมกรรมแห่งที่ 8 จำนวน 3,800 ไร่ ซึ่งจะเริ่มเปิดขายในต้นปี 2558
เดวิด กล่าวว่า งบลงทุนของปี 2558 ประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อที่ดินเพิ่มเติม และที่เหลือทยอยใช้ลงทุนโครงการผู้ผลิตโรงไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) 7 โครงการ กำลังการผลิตโดยรวม 1,008 เมกะวัตต์ ซึ่งในทุกโครงการบริษัทจะถือหุ้นโครงสัดส่วนโครงการละ 25 %
ทั้งนี้หากนับเป็นสัดส่วนตามกำลังการการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ 254 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มทยอยจ่ายไฟและมีรายได้เชิงพาณิชย์เข้ามาตั้งแต่ปี 2559-2562 ซึ่งการมีโรงไฟฟ้าทำให้สัดส่วนรายได้และกำไรจากสาธารณูปโภคของบริษัทเพิ่มเป็น 50 % จากปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายที่ดิน
การลงทุนของบริษัทยังเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ในกรอบ 5 ปี (2555-2559) ทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผ่านมา 3 ปี ใช้เงินลงทุนไปแล้วทั้งหมด 2.4 หมื่นล้านบาท
สมบัติมองว่า WHA สนใจซื้อหุ้น HEMRAJ ด้วยราคาทำคำเสนอซื้อ ที่ 4.50 บาท มีส่วนเพิ่มจากราคาปิด 1.4% จะทำให้ราคาหุ้นไม่ปรับลงไปมากกว่านี้
ทั้งนี้งวด 9เดือนแรกปีนี้บริษัทขายที่ดิน ได้เพียง 522 ไร่ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังซบเซาโดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ ซึ่งยังได้รับผลกระทบทางลบจากโครงการรถยนต์คันแรกในช่วงปี 25552556
ดังนั้นจึงปรับประมาณการปีนี้และปีหน้าลง 6% และ 8% ตามลำดับ โดยให้รายได้จากการขายนิคมปีนี้และปีหน้าลดลงในอัตรา 12% และ 13% ตามลำดับ
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนปีนี้กำไรอยู่ในเกณฑ์เพียงทรงตัว และกำไรปีหน้าเพิ่มในอัตรา 3%
นอกจากนั้นยังคาดว่าปี 2558 ยอดขายนิคมจะดีขึ้น เมื่อปัจจัยการเมืองไทยสงบลง และอุตสาหกรรมยายนต์ทยอยฟื้นตัว รวมทั้งในอนาคตจะมีโครงการอีโคคาร์ 2 ก็จะช่วยกระตุ้นได้ดี อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นในสมมุติฐานยอดขายนิคมปี 2558 จะฟื้นตัวดีขึ้นเป็น 2,000 ไร่
ทั้งนี้ WHA มีความตั้งใจว่า HEM…RAJ จะยังคงจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ต่อไป
เดวิด กล่าวว่า การเปลี่ยนกลุ่มผู้ถือหุ้นหุ้นใหญ่ จะไม่ส่งผลให้การบริหารงานของบริษัทเปลี่ยนแปลง
“รู้จักกับคุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรืองมานานกว่า 30 ปี ทำงานร่วมกันทั้งหมด 26 ปี และช่วยกันสร้างนิคมอุตสาหกรรรมระดับโลกที่มีการดูแลลูกค้าแบบไม่มีใครเหมือน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกตั้งโดยผู้บริหารรุ่นก่อน”







