posttoday
ลงทุนแบบมีเป้าหมาย รัฐช่วยเรา เราช่วยรัฐ

ลงทุนแบบมีเป้าหมาย รัฐช่วยเรา เราช่วยรัฐ

23 พฤศจิกายน 2557

หลายคนยิ้มออกหลังจากได้ยิน สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความในใจว่า

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

หลายคนยิ้มออกหลังจากได้ยิน สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความในใจว่า โดยส่วนตัวอยากให้มีการต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดอายุในปี 2559 ออกไป

เพราะแม้จะเป็นแค่ “ความเห็นส่วนตัว” แต่อย่างน้อยก็ทำให้พอมีความหวังขึ้นมาได้บ้าง... แต่การลงทุนที่รัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นของแถม เขาไม่ได้ให้กันง่ายๆ ไม่ได้ให้กันเปล่าๆ แต่ทุกอย่างมีเหตุมีผล มีเป้าหมาย

เหมือนกับกองทุน LTF ที่เกิดขึ้นเพราะรัฐอยากช่วยให้เราเรียนรู้และมีประสบการณ์การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และกองทุนรวมเพื่อการเกษียณ (RMF) ที่อยากให้เราเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ

และในอนาคตเราอาจจะประหยัดภาษีจากการลงทุนเพื่อการศึกษาและการลงทุนเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลได้อีก ถ้ารัฐเชื่อว่า เมื่อรัฐช่วยเราประหยัดภาษีแล้ว การลงทุนอย่างมีเป้าหมายของเราจะย้อนกลับไปช่วยรัฐอีกทอดหนึ่ง


+กองทุน LTF : สร้างนิสัยลงทุนยาว

ว่ากันว่า นักลงทุนไทยไม่ชอบลงทุนนานๆ เพราะแค่ถือหุ้นไว้ 3 วัน ใจก็สั่นแล้ว ดังนั้นอย่ามาบอกเลยว่า ให้ลงทุนเป็นปี เพราะ “พี่จะไม่ทน” แต่หลายคนพอเห็นผลตอบแทนที่ผ่านๆ มาของกองทุน LTF แล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะไม่มีกองทุนไหนขาดทุนเลย แถมยังให้กำไรเหนาะๆ ไม่ต่ำว่าปีละ 10% นอกจากนี้บางกองทุนยังทำได้มากถึงปีละ 20%

และข้อมูลจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) หลายแห่งยังบอกตรงกันว่า นักลงทุนจำนวนมากที่รู้จักตลาดหุ้นจากการ “จูงใจ” ด้วยความต้องการจะประหยัดภาษี ก็เริ่มสนใจการลงทุนหุ้นในรูปแบบอื่นๆ ทั้งกองทุนหุ้นธรรมดาๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกองทุน LTF

ในขณะที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เห็นผลดีของการลงทุนระยะยาวจากการ “ถูกบังคับ” ให้ถือเอาไว้นานถึง 5 ปีปฏิทิน ก็ทำให้สบายใจกับการลงทุนระยะยาวๆ มากขึ้น

จริงอยู่ที่กองทุน LTF ไม่ใช่ไม้เท้ากายสิทธิ์ที่จะทำให้คนไทยทุกคนหันมาสนใจการลงทุนเพื่ออนาคต แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นสร้างนิสัยการออมและลงทุนระยะยาว ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตลาดทุนไทยได้เหมือนกันที่รัฐหวังไว้

สรุปโครงสร้างกองทุน LTF

เงินลงทุน

นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

หากลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ หรือเกิน 5 แสนบาท เมื่อขายคืนหน่วยลงทุนแล้วมีกำไร ต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (เฉพาะเงินลงทุนส่วนที่เกิน) ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

นโยบายลงทุน

ลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

เงื่อนไขการลงทุน

เมื่อลงทุนแล้วต้องถือหน่วยลงทุนของ LTF ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน (ลงทุนภายในปี 2559)

ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง

กรณีลงทุนไม่ครบ 5 ปีปฏิทิน ต้องคืนเงินภาษีและเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน

+กองทุน RMF : เตรียมพร้อมวัยเกษียณ

เพราะรู้ว่า คนไทยแก่ไปจะลำบาก ถ้าไม่ได้เก็บออมและลงทุนตั้งแต่วัยทำงาน ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นภาระให้รัฐต้องเข้ามาดูแล และอย่าหวังว่า เราจะสามารถยังชีพได้ด้วย “เบี้ยยังชีพ” เดือนละไม่กี่ร้อยบาท

รู้แบบนี้แล้ว รัฐจึงช่วยจูงใจด้วยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณในทุกกลุ่มอาชีพ ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับข้าราชการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่โชคดีทำงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กลุ่มอาชีพอิสระ หรือคนทั่วไปที่คิดจะออมเพื่อวัยเกษียณ รัฐก็พร้อมสนับสนุนด้วยสิทธิลดหย่อนภาษีถ้าลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมทั้งการทำประกันแบบบำนาญ

รัฐก็หวังว่า เราจะลงทุนต่อเนื่องไปจนสามารถเกษียณสุขใจ มีเงินพอกินพอใช้ ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน และรัฐบาลในอนาคต

สรุปโครงสร้างกองทุน RMF

เงินลงทุน

สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. และประกันแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท

นโยบายลงทุน

มีนโยบายการลงทุนหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป แต่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงื่อนไขการลงทุน

ต้องลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะต่ำกว่า

ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน (ยกเว้นปีที่ไม่มีเงินได้)

ขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อผู้ลงทุนอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก

กรณีผิดเงื่อนไขโดยลงทุนเกิน 5 ปี ต้องคืนเงินภาษี แต่กรณีผิดเงื่อนไขโดยลงทุนไม่ถึง 5 ปี ต้องคืนเงินภาษีและนำกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายคืนด้วย

+กองทุน EMF : พัฒนาการศึกษา

กว่าเด็กหนึ่งคนจะเรียนจบต้องใช้เงินไม่น้อย เปิดเทอมแต่ละทีพ่อแม่ต้องกุมขมับ เพราะหมุนเงินกันแทบไม่ทัน เด็กคนไหนอยู่ในครอบครัวที่มีความพร้อมทางการเงินก็โชคดีไป

แต่ถ้ารัฐต้องการทำให้เด็กทุกคนโชคดีเหมือนๆ กัน ด้วยการเพิ่มความช่วยเหลือด้านการศึกษาโดยตรงก็คงต้องคิดหนัก เพราะนอกจากจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากแล้ว ยังกลายเป็นภาระผูกพันในระยะยาว

เพราะฉะนั้น บางทีรัฐอาจจะต้องมองหาวิธีการอื่นๆ เพื่อให้มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระและมีส่วนช่วยพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้มากขึ้น เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการศึกษา (Education Mutual Fund : EMF)

แม้ว่าจะยังอยู่ในกระบวนการปรึกษาหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กับกรมสรรพากร แต่ก็ยังหวังว่า รัฐจะเห็นว่าเราจะมีส่วนช่วยรัฐได้บ้าง

สรุปโครงสร้างกองทุน EMF

เงินลงทุน

ก.ล.ต.เสนอให้นำมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อผู้รับผลประโยชน์ และรวมผู้รับผลประโยชน์ทุกคนแล้วไม่เกิน 5 แสนบาท

นโยบายลงทุน

มีนโยบายลงทุนตามรูปแบบกองทุนรวมปกติ

เงื่อนไขการลงทุน

ห้ามไถ่ถอน 3 ปีนับจากการลงทุนครั้งแรก ยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ผู้รับผลประโยชน์/ผู้ลงทุน เสียชีวิต ทุพพลภาพ

ต้องไถ่ถอนออกไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาทุกระดับการศึกษาตามที่ได้รับการรับรอง/อยู่ในสังกัดหน่วยงานภาครัฐ ถ้าไถ่ถอนเพื่อไปใช้กรณีอื่นต้องคืนภาษีและเบี้ยปรับ (ยกเว้นมีเหตุจำเป็น)

ผู้รับผลประโยชน์

ใครก็ได้ ไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับผู้ลงทุน แต่ต้องระบุผู้รับผลประโยชน์ชัดเจนตั้งแต่แรก

สามารถเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ได้ แต่ได้เฉพาะคนในครอบครัวผู้รับผลประโยชน์ หรือครอบครัวผู้ลงทุน (ยกเว้นคนในครอบครัวเดิมไม่ต้องการรับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาแล้ว)

+กองทุน HCMF : รับมือค่ารักษาพยาบาล

แต่ละปีรัฐมีภาระที่ต้องใช้ในสวัสดิการด้านสุขภาพของคนไทยประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยเป็นงบประมาณสำหรับกองทุนประกันสังคมประมาณ 2.75 หมื่นล้านบาท (คนละ 2,500 บาท) หลักประกันสุขภาพ 1.09 แสนล้านบาท (คนละ 2,755 บาท) และกองทุนข้าราชการ 6 หมื่นล้านบาท (คนละ 1.2 หมื่นบาท)

งบประมาณที่รัฐใช้ดูแลสุขภาพประชาชนต่อคนนั้นน้อยนิดเหลือเกิน แต่ก็คงยากถ้าจะรัฐเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะไม่เพิ่มแล้วรัฐยังพยายามจะลดงบประมาณในส่วนของข้าราชการลงอีกด้วย

ประชาชนที่ไม่พึ่งพาสวัสดิการรัฐก็ไปซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น เงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันในแต่ละปีจะเป็น “เบี้ยทิ้ง” ปีไหนไม่ได้เจ็บป่วยก็เท่ากับจ่ายไปฟรีๆ นอกจากนี้ยังทำให้เราไปหาหมอแบบเกินจำเป็น เพราะคิดว่า “ประกันจ่าย”

เพราะฉะนั้น พอฟังแนวคิดเรื่อง กองทุนรวมเพื่อการดูแลสุขภาพ (Health Care Mutual Fund : HCMF) จาก ก.ล.ต.ก็ปิ๊งทันที

แต่กองทุนนี้ยังเป็นอีกกองทุนหนึ่งที่อยู่ในขั้นตอนการหารือ ซึ่งคงต้องคอยลุ้นกันต่อว่า รัฐจะสนับสนุนการลงทุนเพื่อเป้าหมายนี้หรือไม่

สรุปโครงสร้างกองทุน HCMF

เงินลงทุน

ก.ล.ต.เสนอเงินลงทุนหักลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

นโยบายลงทุน

มีนโยบายลงทุนตามรูปแบบกองทุนรวมปกติ แต่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงื่อนไขการลงทุน

ห้ามไถ่ถอน 1 ปีนับจากการลงทุนครั้งแรก กรณีไถ่ถอนเพื่อไปใช้กรณีอื่นต้องคืนภาษีและเบี้ยปรับ (ยกเว้นเบี้ยปรับกรณีไถ่ถอนเพื่อค่าดูแลรักษาสุขภาพ)

ต้องไถ่ถอนออกไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจากสถานพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย กรณีไถ่ถอนเพื่อไปใช้กรณีอื่นต้องคืนภาษีและเบี้ยปรับ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น เช่น ผู้รับผลประโยชน์/ผู้ลงทุน เสียชีวิต ทุพพลภาพ (หากผู้ลงทุนอายุครบ 60 ปี และถือครบ 5 ปี สามารถไถ่ถอนไปใช้เพื่อกรณีอื่นได้)

ผู้รับผลประโยชน์

ต้องระบุผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน (สามารถเพิ่ม หรือลดในภายหลังได้) โดยต้องเป็นผู้ลงทุนเอง หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์โดยตรงทางสายเลือดหรือทางกฎหมายโดยตรงกับผู้ลงทุนเอง หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์โดยตรงทางสายเลือดหรือทางกฏหมายโดยตรงกับผู้ลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท