
เชื่อมเครือข่ายขนส่ง ปั้นอาเซียนศูนย์กลางโลก
เมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่ประชาคมอาเซียนการขยับตัวและเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของอาเซียนจึงมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้น จนอาจเป็น “ศูนย์กลาง” ในสายตาประชาคมโลก การจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินหน้า “เต็มสูบ” พัฒนากันอีกหลายเรื่อง
เมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่ประชาคมอาเซียนการขยับตัวและเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของอาเซียนจึงมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้น จนอาจเป็น “ศูนย์กลาง” ในสายตาประชาคมโลก การจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินหน้า “เต็มสูบ” พัฒนากันอีกหลายเรื่อง
ลุตฟี ราอุฟ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย บอกในงาน ASEAN Business Forum 2014 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ว่า ขณะนี้โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นเป็นแกนกลางทางทะเลของโลก หรือ Global Maritime Axis ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการค้าเข้าสู่อินโดนีเซียและอาเซียน รวมถึงสร้างความสำเร็จในอนาคต ช่วยให้ประชาชนในภูมิภาคมีสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ความท้าทายของเราคือมีเกาะจำนวนมาก แต่ละเกาะอยู่ห่างไกลกัน ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของเราสูงมาก ดังนั้นในการเชื่อมโยงกัน เราต้องอาศัยความร่วมมือทั้งของภายในประเทศและกับประเทศอื่นที่มีการขนส่งทางน้ำเข้าช่วย” ราอุฟ กล่าว
เบื้องต้น อินโดนีเซียมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลทั้งสิ้น 43 โครงการ ทั้งเพื่อการขยายความสามารถในการรองรับของท่าเรือบนเกาะหลักต่างๆ เช่น ท่าเรือจาการ์ตา การสร้างแนวทางใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการขนส่งสินค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนสูงขึ้น
“แม้หลายคนจะพูดถึงแต่เรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ต้องไม่ลืมว่าอาเซียนยังมีมิติอื่นๆ ด้วย อาเซียนจะไม่มีทางพัฒนาไปได้ หากอาเซียนเองยังไม่มั่นคง” ราอุฟ ย้ำ
ด้าน ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนจะเกิดขึ้นจากมุมคิดของอาเซียน หรือวิสัยทัศน์ที่แบ่งปันร่วมกัน เรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ระหว่างกันในภูมิภาคนั่นเอง
ปัจจุบัน ไทยมีความร่วมมือทั้งภายใต้โครงการความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT-GT) เชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียนทางใต้ และมีความร่วมมือระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)กับประเทศในอาเซียนทางเหนือ ซึ่งจะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงของทั้งอาเซียน
นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะกลาง พ.ศ. 2558-2565 เพื่อพัฒนาเชื่อมโยงเส้นทาง โดยเฉพาะทางถนน กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค หรือ ASEAN Connectivity อย่างแท้จริง
“ไทยอยู่ตรงกลางของภูมิภาค แต่ไม่ได้หมายถึงเป็นศูนย์กลาง แต่หากมีการสร้าง Connectivity ก็จะช่วยให้ภูมิภาคของเรามีความเข้มแข็งมากขึ้น ตอนนี้เราอาจไม่ได้พูดถึงเรื่องความเป็นศูนย์กลางในปี 2558 เราอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2565 แต่ก็จะทำให้สำเร็จ” ปัทมา ระบุ
ปัจจุบัน อาเซียนมีการค้าระหว่างกันเองประมาณ 25% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดนั่นหมายความว่าอีก 75% เป็นการค้ากับประเทศอื่นนอกภูมิภาค การสร้างความเชื่อมโยงจะเป็นปัจจัยสำคัญให้เรากลายเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง







