
ผุด 10 ร้านต้นแบบขยายตลาดหัตถศิลป์
สินค้าหัตถศิลป์หรืองานหัตถกรรมไทย ที่มีคุณค่าเฉพาะตัวจากความละเอียดจากกระบวนการผลิต
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
สินค้าหัตถศิลป์หรืองานหัตถกรรมไทย ที่มีคุณค่าเฉพาะตัวจากความละเอียดจากกระบวนการผลิต ที่อาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่าสินค้ากลุ่มเดียวกันในตลาดทั่วไป ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้ชิ้นงานสู่ตลาดจำนวนไม่มากนัก รวมถึงการหาตลาดเข้ามารองรับจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงค่าตามความประณีต ที่หลายฝ่ายทั้งรัฐและเอกชนต่างหันมาแก้ไขปัญหานี้
“นันทัชพร เชิดกร” ที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการส่งเสริมร้านค้าหัตถศิลป์ไทย (Craft shop promotion and networking methodology) ภายใต้ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) ระบุถึงแผนดำเนินการร่วมกับร้านค้าของฝากของที่ระลึก ที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบ “หน้าร้าน” ให้กับกลุ่มผู้ผลิตสินค้างานหัตถศิลป์ไทยได้มีโอกาสในการทำตลาดสินค้าในช่องทางใหม่ๆ ได้มากขึ้น
ในช่วงแรก โครงการได้เปิดตัวสถานที่ร้านพันธุ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม (1,000 SOOK) ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นร้านนำร่องแห่งแรกในโครงการพันธุ์สุขคราฟท์ วิลล่า ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยประเภทต่างๆ อาทิ กลุ่มงานผ้าไทย งานฝีมือกระเป๋า ของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกของ ศ.ศ.ป. ที่ได้รับคัดเลือกราว 50 ราย เข้ามาวางจำหน่ายในร้านดังกล่าว
พร้อมกับในเร็วๆ นี้ จะทยอยเปิดตัวหน้าร้านอื่นๆ อีก 9 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ คือ ร้านไร่กำนันจุล เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ร้านผลิตภัณฑ์ผ้าปักชาวเขา จ.เพชรบูรณ์ ร้านดาษดา แกลเลอรี่ จ.ปราจีนบุรี ร้านลูกโดด พัทยา ร้านบุษบา ตลาดน้ำอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และกลุ่มร้านในกรุงเทพฯ คือ ร้านคีรีไหม ผลิตภัณฑ์จากไหม ในศูนย์การค้าชุมชนเอเชียทีค ร้านสุพัฒน์และร้านฐานิยา โดยในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เตรียมเปิดตัวร้านที่เข้าร่วมโครงการแห่งที่ 2 ที่ร้านดาษดา แกลเลอรี่ จ.ปราจีนบุรี
สำหรับการทำโครงการนี้ เพื่อแก้ปัญหาหลักให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้างานหัตถศิลป์ไทย คือ ช่องทางการทำตลาดและช่องทางการขายสินค้า ซึ่งโครงการจะเข้ามาเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้ทำตลาดให้มีโอกาสมาเจอกัน ได้ทำธุรกิจร่วมกัน ผ่านหน้าร้านทั้ง 10 แห่ง จากจำนวนผู้ผลิตสินค้าทั้ง 50 ราย ที่สามารถกระจายสินค้ารายการต่างๆ ไปยังแต่ละร้านได้
แนวคิดในการคัดเลือกร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของฝากของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศได้ โดยสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นงานหัตถศิลป์ไทยที่มีดีไซน์และนำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นต้น ซึ่งแต่ละร้านอาจมีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน
“ในการสำรวจพบว่า สินค้างานหัตถศิลป์ของไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประณีตศิลป์ดูเป็นของแพง หรืออย่างผ้าไหม ผ้าย้อมครามธรรมชาติ ซึ่งอย่างหลังคนทั่วไปที่ไม่รู้จักก็อาจจะคิดว่าเป็นเหมือนผ้าหรือชุดม่อฮ่อมทั่วไป แต่ทำไมมีราคาสูง ซึ่งจุดนี้จำเป็นจะต้องใส่เรื่องราวที่มาที่ไปให้กลุ่มลูกค้าเกิดความเข้าใจ” นันทัชพร กล่าว
ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 2558 ซึ่งจะมีการวัดผลในด้านต่างๆ รวมถึงยอดขายของผู้ผลิตและหน้าร้าน ว่ามีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากสำเร็จก็สามารถนำมาต่อยอดใช้เป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิตและหน้าร้านอื่นๆ ได้ต่อไปในอนาคต







