posttoday
แพงเวอร์หมื่นล้าน?โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ

แพงเวอร์หมื่นล้าน?โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ

20 พฤศจิกายน 2557

หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในต้นปีหน้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในต้นปีหน้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลงนามสัญญาว่าจ้างเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทน เครื่องที่ 47 กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 ส.ค. กรอบลงทุน 36,811 ล้านบาท

“ขณะนี้บอร์ด กฟผ.เห็นชอบบริษัทที่ชนะการประมูลแล้ว วงเงินก่อสร้างอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ คสช.อนุมัติไว้ถึง 1,000 ล้านบาท และหากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ก็จะลงนามสัญญาและเริ่มก่อสร้างได้ทันที” รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ระบุ

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความเป็นไปได้ว่าการลงทุนโรงไฟฟ้าแม่เมาะดังกล่าวมีการตั้ง “ราคากลาง” สูงกว่าปกติ และมีการเขียนทีโออาร์ที่ “เอื้อประโยชน์” ให้เอกชนเฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้ภาครัฐจ่ายเงินเกินจริงกว่า 7,0001 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากไล่เรียงให้เห็นภาพที่ชัดเจนจะพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 47 ริเริ่มผลักดันในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยในยุคที่มี “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็น รมว.พลังงาน (ต.ค. 2555-22 พ.ค. 2557) โดยมีคน กฟผ.ที่อยู่ในเครือข่าย “จุฬาฯ คอนเนกชั่น” เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

เริ่มตั้งแต่การกำหนดทีโออาร์ว่าจ้างเอกชน ซึ่งเนื้อหาในเอกสารแนบทีโออาร์มีลักษณะ “กีดกัน” ไม่ให้ผู้รับเหมาเทิร์นคีย์และใช้อุปกรณ์หลัก เช่น Boiler, Steam Turbine และ Generator ที่ผลิตจากจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประมูล

พร้อมทั้งมีข้อกำหนดในเอกสารประมูลงาน (Bid Specification) เช่น การกำหนดประเทศต้นกำเนิดสินค้าหลักๆ ว่าให้มาจากยุโรปตะวันตก สหรัฐ และญี่ปุ่นเท่านั้น ยกเว้นบางรายการให้ใช้สินค้าที่ผลิตในเกาหลีใต้หรือยุโรปตะวันออกได้

กฟผ.ให้เหตุผลว่า คุณภาพของสินค้าที่ผลิตจากประเทศเหล่านั้น “มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน” ซึ่งก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเท็จจริงที่ปรากกฏว่าบางประเทศได้พัฒนาคุณภาพสินค้าหรือเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า 20 ปี จนมีคุณภาพเทียบเท่ากับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำด้านนี้ เพราะนอกจากสั่งซื้ออุปกรณ์แล้วยังมีการซื้อเทคโนโลยีเข้ามาด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยีจากยุโรปตะวันตก ซึ่งขณะนี้ไม่สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน

“หนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลก ก็สร้างโดยใช้เทคโนโลยีจากบริษัทจีนที่ร่วมทุนกับบริษัทชั้นนำจากยุโรปและสหรัฐ” แหล่งข่าวให้ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ผลจากทีโออาร์ทำให้มีเอกชน 3 ราย ที่ตัดสินใจยื่นซองโครงการนี้ คือ 1.บริษัทร่วมค้า Marubeni (ญี่ปุ่น)Alstom (ฝรั่งเศส) 2.บริษัทร่วมค้า SUMITOMO/HITACHI (ญี่ปุ่น) ซึ่งซื้อเทคโนโลยีจาก Babcock & Wilcock จากสหรัฐ และ 3.กลุ่มบริษัท HABIN (จีน)

แต่ก็ปรากฏว่าด้วยเงื่อนไขทีโออาร์ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับประสบการณ์การก่อสร้างและเดินเครื่องโรงไฟฟ้านอกประเทศ ว่า ผู้ร่วมประมูลต้องมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ส่งผลให้ กลุ่มบริษัท HABIN ผู้รับเหมาและดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ในลาว “ถูกตัดรายชื่อทิ้งไป” โดยไม่มีการเปิดซอง เพราะมีประสบการณ์ไม่ถึง 5 ปี

ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตที่ว่า การก่อสร้างและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศต้องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ไม่น่าเป็น “สาระสำคัญ” ต่อการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่การพัฒนาเทคโนโลยีใกล้ถึงทางตันและไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้มากกว่านี้

ที่สำคัญ กรณีที่ทีโออาร์ได้กำหนดคุณสมบัติ Boiler (อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนน้ำไปเป็นไอน้ำ ก่อนจะถูกพ่นออกไปหมุนใบพัด Turbine และ Electric Generator เพื่อปั่นไฟฟ้า) ต้องมีลักษณะพิเศษ คือ เผาถ่านหินในสเปกที่ กฟผ.กำหนด และต้องได้ไฟฟ้าตามที่ กฟผ.กำหนดด้วย ส่งผลให้บริษัทเอกชนบางรายถอนตัวตั้งแต่ต้น คือ Babcock & Wilcock

ในขณะที่เทคโนโลยีการผลิต Boiler หรือหม้อต้มที่มีคุณสมบัติเผาถ่านหินเพื่อให้ได้ไฟฟ้าตามที่ กฟผ.กำหนด จะต้องใช้ “เทคโนโลยีเฉพาะ” ซึ่งแม้แต่บริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี Boiler อย่าง Babcock & Wilcock ที่บริษัท HITACHI ซื้อเทคโนโลยีมานั้นยังไม่สามารถทำ จนขอถอนตัวออกไปนั้น

แต่ทาง SUMITOMO/HITACHI กลับบอกว่าสามารถทำได้ เพราะหลังจากซื้อเทคโนโลยีจาก Babcock & Wilcock ได้พัฒนาต่อจนกระทั่งทำให้การเผาถ่านหินได้ตามเงื่อนไขที่ กฟผ.กำหนด

ดังนั้น เมื่อไม่มีการเปิดซอง กลุ่มบริษัท HABIN เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติตามที่ทีโออาร์กำหนดไว้ ในขณะที่บริษัทร่วมค้า SUMITOMO/HITACHI มีเทคโนโลยีที่ทำตามที่ กฟผ.ต้องการได้ จึงเหลือคู่แข่งที่จะเสนอราคาประมูลเพียง 2 ราย คือ บริษัทร่วมค้า MarubeniAlstom และบริษัทร่วมค้า SUMITOMO/HITACHI เท่านั้น

แต่ทว่ามีการยื่นราคาประมูลจริง MarubeniAlstom ได้เสนอราคาก่อสร้างที่ 3.8 หมื่นล้านบาท แต่ SUMITOMO/HITACHI เสนอราคาสูงถึง 4.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเหมือนกับว่าจงใจที่จะไม่ร่วมแข่งขัน เห็นได้จากส่วนต่างราคายื่นประมูลที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในท้ายที่สุด กฟผ.จะเจรจาต่อรองราคากับ MarubeniAlstom จนได้ราคา 3.5 หมื่นล้านบาทก็ตาม

ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถัดมา คือ ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่เอกชนได้ไปสูงเกินจริงหรือไม่ ก็พบว่าราคาดังกล่าวอาจสูงกว่าราคาในตลาดโลกกว่า 30% หรือ 1 หมื่นล้านบาท

เนื่องจากปัจจุบันค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในตลาดโลกโดยทั่วไปมีราคาประมาณ 1.21.5 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ แต่ กฟผ.ประมาณการค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 47 เดิมไว้ที่ 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ หรือ 2.72.8 หมื่นล้านบาท ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.78 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหากเทียบกับราคาในตลาดโลกที่ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท

หรือหากเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ LigniteTwin Unit, BoA 2&3 ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ วงเงิน 9.24 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งอยู่ในเยอรมนี และเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2553 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จะพบว่าราคาค่าก่อสร้างอยู่ที่ 1.37 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ ซึ่งหากคิดเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 600 เมกะวัตต์ ราคาจะอยู่ที่ 2.64 หมื่นล้านบาท

จึงสรุปได้ว่าราคาสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 47 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าราคาเดิมที่ กฟผ.ประเมินไว้ 7,000-8,000 ล้านบาท สูงกว่าราคาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เยอรมนี 9,000 ล้านบาท และสูงกว่าราคาทั่วไปในตลาดโลกกว่า 1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สุนชัย คํานูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ระบุว่า ราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 47 ที่มีการพูดว่า มูลค่าอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขประเมินเบื้องต้น แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่เสนอ คสช. และ คสช.อนุมัติ พบว่าราคาปรับเพิ่มเป็น 3.68 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องมีการออกแบบและใช้อุปกรณ์บางชิ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอุปกรณ์ดักจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งอุปกรณ์ทั่วไปในตลาดไม่รองรับ

งานนี้ต้องติดตามกันต่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ เพราะต้นทุนค่าก่อสร้างที่แพงกว่าปกติจะถูกบวกเป็นค่าไฟฟ้าฐานที่ประชาชนต้องแบกรับในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท