
ธปท.เผยศก.ปีนี้ส่อโตต่ำกว่า1%
ธปท.เผยเศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสโตต่ำกว่า 1% แต่หากรัฐเร่งเบิกจ่ายทันอาจโตตามคาดที่ 1.5% ส่วนแนวโน้มปีหน้าเศรษฐฟื้นแน่
ธปท.เผยเศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสโตต่ำกว่า 1% แต่หากรัฐเร่งเบิกจ่ายทันอาจโตตามคาดที่ 1.5% ส่วนแนวโน้มปีหน้าเศรษฐฟื้นแน่
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) กล่าวว่า ในระยะต่อไป คาดว่าเมื่อปัญหาชั่วคราวหมดไป การใช้จ่ายภาคเอกชนและภาครัฐจะมีแนวโน้มกลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งการส่งออกที่ทยอยฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก จะช่วยให้เศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้ใกล้เคียงกับระดับศักยภาพมากขึ้น
สำหรับปีนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มโตต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 1.5% หรือกระทั่งมีโอกาสโตต่ำกว่า 1% ต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ก่อน ถ้าไตรมาส 4 โตได้ 5% ปีนี้ทั้งปีก็ยังมีโอกาสโตได้ที่ 1.5% แต่ถ้าไตรมาส 4 โตได้ 3.3-3.5% ปีนี้ทั้งปีก็ยังโตได้ที่ 1% ซึ่งตัวกระชากจะทำมห้โตได้แค่ไหนอยู่ที่การเบิกจ่ายในโครงการลงทุนของภาครัฐที่ค้างอยู่จะออกมาทันไตรมาส 4 ปีนี้หรือไม่ ส่วนมาตรการใหม่ที่รัฐส่งสัญญาณจะทำเพิ่มเติม ธปท.ยังไม่นำมาประเมิน ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอยก็คงไม่มีผลกับการขยายตัวของเศรษญกิจไทยมากนัก เพราะสัดส่วนการส่งออกไทยไปญี่ปุ่นมีเพียง 9.7% ของส่งออกทั้งหมด
"แต่ก็ยอมรับว่าปีนี้ดูจากปัจจัยถ่วงต่างๆแล้วก็มีโอกาสโตต่ำกว่า 1% ได้เช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าระหว่างการที่ส่งออกโตได้น้อยลงกับการเมืองปัจจัยใดกดเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักนภาพมากกว่ากันนั่น มองว่าน่สจะครึ่งๆ แต่ดูไปแล้วการเมืองน่าจะเป็นตัวกดมากกว่า เพราะหากไม่มีการเมืองเศรษฐกิจจะโตได้ม่กกว่านี้ อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจปีหน้าฟื้นแน่และน่าจะโตได้ตามศักยภาพที่ 4% ได้ตามที่คาด ไม่น่าห่วง ส่วนหนึ่งเพราะฐานปีนี้ต่ำ แต่ที่น่าห่วงคือปี2559 มากกว่า"นายดอนกล่าว
นายดอน กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่ต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการส่งออก เช่น ข้อจำกัดในเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่สามารถรองรับความต้องการของตลาดโลก และการพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรค่อนข้างมาก ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีราคาตกต่ำ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นปัญหาชั่วคราวอีก ได้แก่ (1) เศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวต่ำกว่าปกติ ทำให้การส่งออกสินค้าอื่นๆที่ไม่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างได้รับผลกระทบไปด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมามีเพียงสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอ เฉพาะญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วรวมครั้งนี้เป็นการถดถอยครั้งที่ 4 แล้ว อีกทั้งเศรษฐกิจจีนก็ขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่เคยเป็นในอดีต
(2) การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวต่ำกว่าแนวโน้มปกติ จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมากหลังน้ำท่วม และการชะลอการซื้อรถยนต์ ภายหลังจากได้เร่งซื้อไปแล้วในช่วงที่รัฐบาลออกมาตรการรถคันแรกในปี 2555 เหล่านี้ก็เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไปอีกระยะ
(3) รายจ่ายภาครัฐทำงานได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งมีการทบทวนความคุ้มค่าของโครงการต่างๆ ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้า เบิกจ่ายได้น้อยกว่าคาด (4) การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน หลังจากที่มีการลงทุนซ่อมสร้างค่อนข้างมากในช่วงหลังน้ำท่วม รวมทั้งภาคการผลิตยังมีกำลังการผลิตเหลือในช่วงอุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าอยู่ในระดับต่ำ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลงจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง (5) การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมือง







