
กลต.ชงเว้นภาษี2กองทุน
ลงทุนเพื่อการศึกษาค่ารักษาพยาบาลหวังลดภาระค่าใช้จ่ายรัฐบาลดูแลประชาชน
ลงทุนเพื่อการศึกษาค่ารักษาพยาบาลหวังลดภาระค่าใช้จ่ายรัฐบาลดูแลประชาชน
ก.ล.ต.ขอสรรพากรให้สิทธิภาษีกองทุนเพื่อการศึกษาและกองทุนเพื่อสุขภาพ หวังลดภาระภาครัฐ
นางดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ ก.ล.ต.จะเสนอรูปแบบกองทุนรวมเพื่อค่ารักษาพยาบาลให้กรมสรรพากรพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนมีการออม เพื่อค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
ทั้งนี้ รูปแบบกองทุนรวมเพื่อสุขภาพที่ ก.ล.ต.เสนอไปนั้นจะเป็นการลงทุนเหมือนกองทุนรวมทั่วไป แต่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล โดยมีระยะเวลาห้ามไถ่ถอน 1 ปีนับจากการเริ่มลงทุน และจะไถ่ถอนหรือขายหน่วยลงทุนออกไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพจากสถานพยาบาลและโรงพยาบาลในประเทศเท่านั้น
ขณะที่ผู้ลงทุนจะต้องระบุชื่อผู้รับประโยชน์จากกองทุนนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นค่ารักษาพยาบาลสำหรับตัวเองหรือคนในครอบครัว
สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ ก.ล.ต.เสนอไปคือ เงินลงทุนในกองทุนดังกล่าวสามารถนำมาลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท และในกรณีที่ไถ่ถอนออกไปเพื่อ วัตถุประสงค์อื่นจะต้องคืนเงินภาษีและเสียเบี้ยปรับ
“การออมผ่านกองทุนจะต่างจากการซื้อประกันสุขภาพ เพราะเบี้ยประกันสุขภาพจะเป็นเบี้ยทิ้งแบบปีต่อปี แต่เงินออมในกองทุนยังคงเป็นเงินของเรา เงิน ไม่ได้หายไปไหน นอกจากนี้การส่งเสริมการออมเพื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย” นางดวงมน กล่าว
นอกจากนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก.ล.ต.เสนอรูปแบบกองทุนรวมเพื่อการศึกษาให้กรมสรรพากรพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นกองทุนที่มี วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนวางแผนการออมและการศึกษาในรูปแบบกองทุนรวม
การออมผ่านกองทุนรวมเพื่อการศึกษาจะนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในทุกระดับชั้น สำหรับตัวผู้ลงทุน คนในครอบครัว หรือคนสัญชาติไทยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ลงทุนก็ได้ แต่ต้องระบุผู้รับผลประโยชน์ชัดเจนตั้งแต่แรกและมีระยะเวลาห้ามไถ่ถอน 3 ปี หลังจากการลงทุนครั้งแรก
ทั้งนี้ ก.ล.ต.เสนอขอสิทธิลดหย่อนภาษีเท่ากับ 1 เท่าของเงินลงทุน สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ผู้รับผลประโยชน์ และเมื่อรวมผู้รับผลประโยชน์ทุกคนแล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท และในกรณีที่ไถ่ถอนออกไปเพื่อ วัตถุประสงค์อื่นจะต้องคืนเงินภาษีและเสียเบี้ยปรับ
“ทั้งสองกองทุนคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะจะ ไม่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวม ทั่วไป และกองทุนยังซื้อขายเมื่อไรก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ทำให้จะไม่มีแรงจูงใจให้ลงทุน ซึ่งทั้งการศึกษาและสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศและประชาชน” นางดวงมน กล่าว
น.ส.อาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ ก.ล.ต. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้นำเสนอข้อมูลและรายละเอียดของทั้งสองกองทุนนี้ต่อกรมสรรพากรไปแล้ว







