
ตั้ง"กรมขนส่งทางราง"ชัดเจนในรัฐบาลนี้
“อาคม” แย้มแยกหน่วยงานปฏิบัติการกับหน่วยงานกำกับดูแลของ ขสมก. และขนส่งทางอากาศตามแนวทางระบบรางที่จะมีการตั้งกรมขนส่งทางรางชี้ชัดเจนในรัฐบาลนี้
“อาคม” แย้มแยกหน่วยงานปฏิบัติการกับหน่วยงานกำกับดูแลของ ขสมก. และขนส่งทางอากาศตามแนวทางระบบรางที่จะมีการตั้งกรมขนส่งทางรางชี้ชัดเจนในรัฐบาลนี้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวว่า การลงทุนในโครงการพื้นฐานขณะนี้นอกจากจะเน้นในส่วนกายภาพให้สอดคล้องกับความต้องการและฐานการผลิตของประเทศ ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญคือการแยกแยะบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง 3 ด้าน นั่นคือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนโยบาย(Policy) หน่วยงานที่ดูแลด้านการกำกับดูแล(Regulator) และหน่วยงานด้านปฏิบัติการ(Operator) ที่ปัจจุบันยังคงปะปนกันอยู่ เช่นกรณีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก็มีบทบาททั้งผู้ปฏิบัติการและผู้กำกับดูแล
ทั้งนี้ ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในส่วนของระบบรางได้อยู่ในขั้นเตรียมการจะแยกหน่วยงานกำกับออกมาไม่ให้ไปเกี่ยวกับเรื่องของการเดินรถ คือมีแผนจะตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้นมา ทั้งนี้จะทำให้การลงทุนต่างๆ เป็นไปได้เร็วขึ้น ซึ่งลักษณะเดียวกันนี้จะขยายไปยังการขนส่งอื่นๆ เช่น กรณี ขสมก. และการขนส่งทางอากาศ
“เรื่อง ขสมก. ทางการจะแยกบทบาทให้ชัดเจนไม่ให้ปะปนกัน ถ้าปนกันเมื่อไหร่ก็ตามจะมีปัญหาเกิดข้อครหาเรื่องของโควต้า เอาเส้นที่กำไรให้เอกชน เส้นที่ขาดทุนรัฐบาลทำเอง เป็นที่มารัฐวิสาหกิจนั้นๆจึงขาดทุน ดังนั้นเรื่องการแยกแยะบทบาทระหว่างผู้กำกับและผู้ปฏิบัติจะมีความคืบหน้าและชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้” รมว.คมนาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจนั้นขณะนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาสที่3/57 พบว่าปรับตัวดีขึ้นชัดเจน 2 ส่วนคือการบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชน โดยมีการนำเข้าสินค้าทุนเช่นเครื่องจักรที่ติดตั้งในโรงงานมากขึ้นในไตรมาสนี้ แสดงให้เห็นว่าเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
สำหรับปี 2558 นั้นการลงทุนภาครัฐจะยังคงเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเติบโตโดยคาดว่าจะมีการขยายตัวอยู่ 3.5-4.5% แต่เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาสำคัญคือความสามารถในการส่งออกที่ลดลง ไม่เฉพาะเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรต่ำลง แต่ด้านสินค้าอุตสาหกรรมก็มีประเด็นที่ต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ผลิตสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มผลิตแข่ง
“ปี 2558 คาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 3.5-4.5% แต่ก็มีความท้าทายของการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ 3 เรื่องคือ ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนและผลิตภาพแรงงานที่เป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศด้วย” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า แต่ถ้าประเทศไทยจะหลุดออกจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap เศรษฐกิจจะต้องเติบโตปีละ 5% อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะขยับขึ้นไปเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงในปี 2570 หรือมีรายได้ 12,000 เหรียญสหรัฐฯต่อคนต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 6,000 เหรียญต่อคนต่อปี ซึ่งการจะไปถึงตรงนั้นได้จะต้องทำหลายเรื่องทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี รวมถึงการวางนโยบายเพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชน
โดยการลงทุนตามยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2558-65 ได้คำนึงถึงการผลักดันให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยประกอบด้วย 5 แผนงาน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 2.การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพและปริมณฑล 3.การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเชื่อมฐานการผลิตของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4.การพัฒนาโครงข่ายขนส่งทางน้ำ และ 5.การเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งทางอากาศ







