
กสทช.กับทีวีดิจิทัล
ปัจจุบันการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบออกอากาศรายการโทรทัศน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัลโดยวิธีการประมูลเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 จะเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหารายการ (คอนเทนต์) แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องสร้างโครงข่ายหรือวางเสาอากาศสำหรับการออกอากาศด้วยตนเอง
ปัจจุบันการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบออกอากาศรายการโทรทัศน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัลโดยวิธีการประมูลเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 จะเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหารายการ (คอนเทนต์) แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องสร้างโครงข่ายหรือวางเสาอากาศสำหรับการออกอากาศด้วยตนเอง
และจากประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนของการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล พ.ศ. 2556 ได้กำหนดให้การวางโครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. โดยภายในปีแรกหลังออกใบอนุญาต กสทช.ต้องดำเนินการวางโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 50 และภายใน 4 ปี จะต้องครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 99
แต่ในขณะนี้ กสทช.ยังวางโครงข่ายได้น้อยมาก ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และยังมีปัญหาเรื่องการแจกจ่ายคูปองส่วนลดเพื่อแลกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล
ปัญหาในการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ กสทช.จำเป็นต้องหามาตรการรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจทีวีดิจิทัล จึงได้ออกประกาศ กสทช. กำหนดให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่มีการออกอากาศครอบคลุมพื้นที่ราว 65% ของประเทศอยู่แล้ว ต้องนำเอารายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลออกอากาศเผยแพร่เช่นเดียวกับรายการโทรทัศน์แบบฟรีทีวีในระบบอะนาล็อกเดิม หรือที่เรียกว่า Must Carry Rule เพื่อให้ทีวีดิจิทัลขยายตัว
นอกจากนี้ กสทช.ยังได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทีวีดิจิทัล กำหนดให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีจัดเรียงช่องรายการทีวีดิจิทัล และมีแนวคิดในการยกร่างประกาศเรื่องเดียวกันเป็นฉบับใหม่ โดยนำเข้าสู่การจัดทำประชาพิจารณ์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในการประชาพิจารณ์ร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับรายการโทรทัศน์ฉบับใหม่ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าแทนที่ร่างประกาศ กสทช.ฉบับใหม่จะทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลของประเทศไทยโดยรวมเกิดความสับสน และไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในวงการโทรทัศน์ได้ จากการกำหนดให้การเรียงช่องในรายการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่ช่องหมายเลข 136 ต้องเริ่มด้วยช่องทีวีดิจิทัลก่อน ทั้งๆ ที่ผู้ชมคุ้นเคยกับหมายเลขช่องที่ดูกันมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ต้องมาเปลี่ยนลำดับหมายเลขช่องใหม่
ขณะที่การรับชมโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีช่องใดรายการใด ควรถือเป็นสิทธิและความพึงพอใจส่วนบุคคลในการเลือกเนื้อหาหรือรายการที่ต้องการรับชมจากผู้ให้บริการ อีกทั้งในปัจจุบันกล่องรับสัญญาณของโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี ได้พัฒนาไปสู่แบบที่ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดเรียงช่องรายการเองได้ (Favorite Channel)
ในส่วนของการจัดหมวดหมู่รายการ (Grouping) ก็เช่นกัน ร่างประกาศ กสทช. ได้กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบการนำช่องรายการทีวีดิจิทัลไปออกอากาศซ้ำรวมในหมวดหมู่รายการที่จัดไว้แล้ว เช่น ช่องทีวีดิจิทัลรายการข่าว จะนำไปจัดอยู่ในหมวดหมู่ประเภทรายการข่าว เช่น CNN BBC หรือ ALJAZEERA อีกไม่ได้ ทั้งๆ ที่การนำช่องรายการทีวีดิจิทัลไปรวมกลุ่มรายการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ชม และยังทำให้ทีวีดิจิทัลเป็นที่แพร่หลายอีกด้วย
นอกเหนือจากนั้น กสทช.ยังมีข้อกำหนดที่ห้ามเปลี่ยนมาตรฐานความคมชัด เช่น การปรับมาตรฐานความคมชัดแบบมาตรฐานทั่วไป SD (Standard Definition) ผ่านกล่องโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีไปเป็นแบบมาตรฐานความคมชัดสูง HD (High Definition) ซึ่งถือเป็นการปิดกั้นโอกาสประชาชนผู้ชมที่จะได้รับชมสัญญาณภาพที่มีมาตรฐานความคมชัดที่ดีขึ้น
การออกมาตรการใดๆ มาเพื่อโอบอุ้มธุรกิจทีวีดิจิทัลเพื่อช่วยเหลือให้สามารถออกอากาศได้แพร่หลายครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจได้
แต่ กสทช.ก็ควรทำหน้าที่ของตนเองในการวางโครงข่ายการออกอากาศให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตนเองกำหนดไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นมาตรการโอบอุ้มทีวีดิจิทัลที่กล่าวมา ย่อมถือเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ และทีวีดิจิทัลก็จะไม่สามารถเติบโต และมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้







