
ฮาร์ทบีทมุ่งโกลบอลแบรนด์รุ่น 2 ขยายไลน์ต่อยอดธุรกิจ
ฮาร์ทบีท เม็ดอมสื่อรักรูปหัวใจ พร้อมคำทำนายความรัก เป็นสโลแกนเด็ด ที่ทำตลาดในไทยมาร่วม 30 ปี โดยมี ไพศาล อังคเศกวิไล
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ฮาร์ทบีท เม็ดอมสื่อรักรูปหัวใจ พร้อมคำทำนายความรัก เป็นสโลแกนเด็ด ที่ทำตลาดในไทยมาร่วม 30 ปี โดยมี ไพศาล อังคเศกวิไล เป็นผู้ปลุกปั้นภายใต้กลยุทธ์อีโมชันนัล มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เริ่มส่งไม้ต่อให้กับเจเนอเรชั่นที่ 2 กับ 3 สาวทหารเสือให้ขับเคลื่อนฮาร์ทบีทสู่โกลบอลแบรนด์
จิตราภา อังคเศกวิไล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เยเนอรัลแคนดี้ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายลูกอมฮาร์ทบีท เปิดเผยว่า หลังจากผู้เป็นพ่อ ไพศาล อังคเศกวิไล ได้วางมือและอยู่เบื้องหลังธุรกิจ บริษัทจึงได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ให้ทายาทเจเนอเรชั่นที่ 2 โดยลูกสาวทั้ง 3 คนเข้ามาบริหารธุรกิจ พร้อมกับวางเป้าหมายปลุกปั้นฮาร์ทบีทเป็นก้าวสู่ระดับโกลบอลแบรนด์ภายใน 5-10 ปี จากขณะนี้ส่งออกสินค้าไปร่วม 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมเตรียมขายไลเซนส์ฮาร์ทบีทไปในประเทศใหม่ๆ อาทิ แอฟริกาใต้
สำหรับการเข้ามาบริหารงานของเจเนอเรชั่น 2 นั้น จิตราภา อังคเศกวิไล (ลูกสาวคนที่ 2) เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ รับผิดชอบด้านบริหารและโรงงาน จิราภรณ์ อังคเศกวิไล (ลูกสาวคนที่ 3) ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ รับผิดชอบทางด้านการตลาด สินค้านำเข้า ประชาสัมพันธ์ และ จินตวีร์ อังคเศกวิไล (ลูกสาวคนที่ 4) รับตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส รับผิดชอบทางด้านการตลาดซึ่งทั้ง 3 คนเปิดใจว่า ธุรกิจลูกอมในยุคนี้เผชิญกับความท้าทายเพราะตลาดมูลค่า 8,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 510% เท่านั้น
ปัจจัยที่ทำให้ตลาดลูกอมอยู่ในภาวะขาลง เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยใหม่ พยายามลดพฤติกรรมการกินลูกอมของเด็กๆ อีกทั้งโรงเรียนเริ่มเข้มงวดในการนำลูกอมเข้าไปจำหน่าย ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายทั้งสินค้านำเข้าและภายในประเทศ รวมทั้งคู่แข่งในตลาดเดียวกัน และคู่แข่งทางอ้อมอย่างกลุ่มขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นๆ ต่างพยายามรุกเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด
ดังนั้น หากจะผลักดันให้ธุรกิจยังเติบโตได้ ต้องให้ความสำคัญกับการขยายสินค้ากลุ่มฟรุต กัมมี่ หรือเยลลี่รสผลไม้ภายใต้แบรนด์ ฟริทซี โดยวางเป้าหมาย 3 ปี ต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 25% เป็น 50% เนื่องจากตลาดเยลลี่รสผลไม้และลูกอมสำหรับเคี้ยวมูลค่าราว 4,400 ล้านบาท เป็นตลาดที่เติบโต 15-20% ส่วนลูกอมฮาร์ทบีท ที่เคยเป็นธุรกิจหลักจะเหลือสัดส่วนรายได้จาก 75% เป็น 50% ด้วยสภาพตลาดลูกอมเม็ดแข็งมูลค่า 3,600 ล้านบาท เติบโตเพียง 5-10%
จินตวีร์ อังคเศกวิไล กล่าวว่า หน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ลงสู่ตลาด ในส่วนของลูกอมจะเน้นไปทางฟังก์ชันนัลเพื่อสุขภาพและความงาม เพื่อขยายฐานลูกค้าเจาะกลุ่มวัยทำงานมากขึ้น โดยสินค้าใหม่จะเปิดตัวปีหน้านี้ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนสายการผลิตสินค้าใหม่ๆ เกือบ 100 ล้านบาท
ขณะที่ความเคลื่อนไหวส่งท้ายปลายปี จะทุ่มงบ 50 ล้านบาท จากงบรวมทั้งปี 120 ล้านบาท จัดโปรโมชั่น แข่งขันกับโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 อย่างรุนแรง“ขณะนี้ฮาร์ทบีทรั้งอันดับ 2 ในตลาดลูกอมเม็ดแข็ง ครองส่วนแบ่ง 12% รองจากฮอลล์ มีส่วนแบ่ง 35% แต่ด้วยกลยุทธ์ตลาดเน้นออกสินค้าที่ถูกปากคนไทย ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวรสมะม่วง ล่าสุดสตรอเบอร์รี่ไอศกรีม และทิศทางการออกสินค้าฟังก์ชันนัลจะผลักดันให้ปีหน้า มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น 20% ส่วนในตลาดลูกอมสำหรับเคี้ยวมีส่วนแบ่งเพียง 3% เท่านั้น” ด้าน จิราภรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้นำเข้าขนมขบเคี้ยวจากตลาดอาเซียนเข้ามาทำตลาดในไทย เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโอสินค้าให้หลากหลาย ปัจจุบันมีกว่า 20 รายการ สร้างรายได้ให้กับบริษัทราว 400 ล้านบาท และในปีหน้าจะนำเข้าขนมขบเคี้ยวเพิ่มอีก 57 รายการ โดยจะเลือกสินค้าจะไม่ให้ซ้ำกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัททำตลาดอยู่แล้ว ส่วนรายได้สิ้นปีนี้ตั้งเป้า 2,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปีก่อน และจากนี้ไป 35 ปี ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% ต่อเนื่อง
ความท้าทายของ 3 สาวตระกูล อังคเศกวิไล หลังจากก้าวเข้ามาบริหารต่อจากรุ่นพ่อ คือ การพิสูจน์ฝีมือให้เป็นที่ยอมรับของบุคลากรในองค์กร ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันสูง ด้วยความเชื่อมั่นในแบรนด์ ฮาร์ทบีท ที่แข็งแกร่งและสามารถต่อยอดสู่ไลน์สินค้าใหม่ๆ ได้อีกมาก







