
กสิกรฯขอยืดเวลาร่วมทุนเอสเอ็มอี
ยื่นธปท.เป็น10ปีให้ธุรกิจตั้งตัวได้ก่อนจะขายคืนหุ้น
ยื่นธปท.เป็น10ปีให้ธุรกิจตั้งตัวได้ก่อนจะขายคืนหุ้น
กสิกรไทยขอ ธปท.ขยายเวลาร่วมทุนแบบเวนเจอร์ แคปปิตอล เป็น 10 ปี หนุนเอสเอ็มอีตั้งตัว
นายพิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างยื่นเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการจัดการเงินร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ให้ขยายเวลาในการร่วมลงทุนเป็น 10 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ 7 ปี เพื่อให้เกิดความ ยืดหยุ่นในกรณีที่บางธุรกิจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะเข้าที่
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งเดียวที่มีการร่วมทุนแบบ เวนเจอร์ แคปปิตอล ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เคเอสเอ็มอี เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยที่มีศักยภาพ และต้องการเงินทุนในการขยายธุรกิจ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน (บลท.) ข้าวกล้า เป็นผู้บริหารเงินร่วมลงทุน และดำเนินการ คัดเลือกเอสเอ็มอีเพื่อเข้าร่วมถือหุ้น
ปัจจุบัน บลท.ข้าวกล้า มีการลงทุนในเอสเอ็มอีทั้งสิ้น 19 ราย เป็นเงินกว่า 430 ล้านบาท เบื้องต้นกำหนดระยะเวลาการร่วมทุน 35 ปี โดยหลังจากก่อตั้ง บลท.ข้าวกล้า เมื่อปี 2550 มีธุรกิจที่ซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 6 ราย แต่บางบริษัทยังไม่แกร่งพอที่จะซื้อหุ้นกลับได้ ซึ่งเกินเวลาที่ตั้งเป้าไว้ รวมทั้งใกล้จะถึงระยะเวลา 7 ปี ที่ ธปท.กำหนดไว้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เห็นว่า ธปท.น่าจะปรับหลักเกณฑ์
นายพิภวัตว์ กล่าวว่า การเลือกเข้า ร่วมทุนกับธุรกิจ จะเน้นลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่มีศักยภาพในการเติบโต และมีแผนขยายธุรกิจที่ชัดเจน แต่ติดขัดสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ซึ่งเป็นข้อจำกัดการขอสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) ยังไม่พร้อมจะรุก เพราะมีความเสี่ยงสูง การที่อยู่ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ จึงต้องยังเน้นการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
“ในกลุ่มสตาร์ทอัพจะมีการร่วมมือกับหน่วยงานวิจัย เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สนช. เข้ามาเป็นพันธมิตร หากมีผลงานที่น่าสนใจสามารถต่อยอดธุรกิจได้และมีศักยภาพก็จะส่งมาให้ธนาคาร แต่หน่วยงานเหล่านี้ต้องเข้ามาช่วยยืนยันด้วยว่าเทคโนโลยีนั้น หรือแผนตลาดนั้นเป็นไปได้ ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจที่จะสนับสนุนการเงิน” นายพิภวัตว์ กล่าว
สำหรับอัตราผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจเวนเจอร์ แคปปิตอล ปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี แบ่งเป็น 2 ทาง คือ หากเป็นลูกค้าที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีอยู่ 3 ราย ผลตอบแทนจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าตลาด แต่ยืนยันว่าหลักการในการสนับสนุนไม่ได้ดูที่ผลตอบแทน แต่จะเน้นศักยภาพธุรกิจมากกว่า
ล่าสุด บริษัทร่วมทุน เคเอสเอ็มอี ร่วมถือหุ้นในธุรกิจ 2 ราย รวมวงเงินลงทุน 49 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ตี๋ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เป็นเงิน 45 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 33.83% ธุรกิจหลักคือรับจัดกิจกรรมและคอนเสิร์ต ที่ปรึกษาด้านการตลาด และการจัดการด้านการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลและสื่อออนไลน์ และบริษัท ซินโค่ ลิฟวิ่ง วงเงินลงทุน 4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 31.01% ทำธุรกิจออกแบบและจำหน่ายอุปกรณ์ทำสวน สวนภายใต้ตราสินค้า “DOGO” และธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายรองเท้าวิ่ง แบรนด์ “VIVOBAREFOOT” และ “SKORA”







