
เจนเนอราลี่ ลั่นกลองบุกตลาดไทย
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
กลุ่มเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เริ่มเปิดตัวออกสู่ตลาดอีกครั้ง หลังจากได้ แลม ซุย คง มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) และได้ บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) เมื่อต้นปี 2557
จากก่อนหน้านี้ที่จะมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนเดียวดูแลทั้งสองบริษัท และมีการดูแลธุรกิจในประเทศอื่นควบคู่กันไปด้วย
การที่ทั้งสองบริษัทมีซีอีโอของตัวเอง และเปิดศูนย์ฝึกอบรม Generali Center แห่งใหม่ เพื่อประกาศให้ตลาดรับทราบว่าพร้อมที่จะสร้างช่องทางตัวแทน และเปิดรับตัวแทนใหม่เข้าร่วมงานอีกครั้ง
เป็นการสะท้อนภาพชัดเจนว่า กลุ่มเจนเนอราลี่สัญชาติอิตาเลียนพร้อมที่จะรุกตลาดประกันชีวิตและตลาดประกันภัยไทยอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังใช้เวลาอยู่ในไทยมาครบ 12 ปี หลังจากเงียบมาตลอด
ทั้งนี้ การหาผู้บริหารมานั่ง 2 บริษัทของกลุ่มเจนเนอราลี่ เพราะได้ให้ความสำคัญกับตลาดในเอเชียมากขึ้น โดยให้น้ำหนักในการรุกตลาดที่จีน อินโดนีเซีย และไทย
สำหรับประเทศไทย ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต ให้ขึ้นติด 1 ใน 10 ในปี 2563 เพราะมองเห็นโอกาสในการเติบโตของประกันในไทย ที่ยังมีสัดส่วนผู้ทำประกันยังต่ำ และประชาชนไทยยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ปี 2558 ตั้งเป้าหมายจะมีเบี้ยรับรวมเติบโต 30% ซึ่งปีนี้ได้ปรับช่องทางการจัดจำหน่ายออกเป็น 4 ช่องทาง คือ ช่องทางประกันกลุ่ม จะขยายสู่ตลาดลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ทั้งผ่านบริษัท ผ่านตัวแทน ตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตปีละ 10% ติดต่อกันภายใน 3 ปี เริ่มจากปี 2558
ขณะที่ช่องทางการขายผ่านโทรศัพท์ ซึ่งเป็นช่องทางดั้งเดิมของบริษัทและทำรายได้สูงสุดมาตลอด ตั้งเป้าหมายเติบโตปีละ 10% ช่องทางลูกค้ารายย่อย เดิมที่จ้างบริษัทภายนอกทำการขายประกันทางโทรศัพท์ให้ 100% จะหันมาทำเองในสัดส่วน 30% และจากที่โทรหาลูกค้าฝ่ายเดียว ต่อไปจะให้ลูกค้าโทรเข้ามาที่บริษัทเพื่อซื้อประกันด้วย ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยยังคงเน้นการขยายตลาดร่วมกับพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางการขายผ่านตัวแทน ที่ครั้งนี้ให้ความจริงจัง โดยเน้นตัวแทนที่ทำงานขายประกันชีวิตเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีตัวแทนประมาณ 100 คน โดยตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตปีละ 250% และช่องทางลูกค้ารายย่อยและสถาบันการเงิน ตั้งเป้าหมายเติบโตปีละ 186%
ขณะที่ แลม ซุย คง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทอาจจะไม่หวือหวา แต่นับจากนี้ไปจะทำให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ซึ่งในปี 2558 มีแผนที่จะโตไม่น้อยกว่า 100% จากปี 2557 แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เพราะเป็นกฎของบริษัท
ทั้งนี้ จะขยายตลาดในทุกช่องทางทั้งการขายผ่านเว็บไซต์ของบริษัทที่จะมีการเสนอราคาเบี้ยประกัน กลยุทธ์การให้เพื่อนแนะนำเพื่อนมาซื้อประกัน การเปิดโอกาสให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้านบริการของบริษัท การขายผ่านตัวแทน นายหน้า ที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และจะไม่แยกว่าเป็นลูกค้าของประกันชีวิต หรือลูกค้าของประกันภัย โดยจะไม่ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาเป็นหลัก แต่จะสร้างความคุ้มค่าในเรื่องอื่นๆ ที่ลูกค้าต้องการและง่ายต่อการเข้าใจ
สำหรับกลุ่มเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ถึงจะเข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปีแล้ว แต่ขนาดของธุรกิจยังจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีเบี้ยประกันภัยขนาดเล็ก โดยธุรกิจประกันภัย 8 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีเบี้ยรับรวม 293.36 ล้านบาท ลดลง 6.56% ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิต 9 เดือนแรกปี 2557 มีเบี้ยรับรวม 2,042.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% โดยมาจากช่องทางขายตรง 1,141.88 ล้านบาท ช่องทางตัวแทน 50.30 ล้านบาท และ ช่องทางอื่นๆ 477.68 ล้านบาท
แม้จะมีธุรกิจขนาดเล็กมาก แต่สามารถจะทำกำไรได้ โดยปี 2556 ประกันชีวิต มีกำไรสุทธิ 101.29 ล้านบาท จากปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 41.65 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกของปี 2557 มีกำไรสุทธิ 84.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 81.95% มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย(car ratio) 368.04% สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 140%
ขณะที่ธุรกิจประกันภัย เริ่มมีกำไรในปี 2556 จำนวน 72.51 ล้านบาท จากปี 2555 ที่ขาดทุนสุทธิ 224.59 ส่วน 6 เดือนแรกของปี 2557 มีกำไรสุทธิ 10.61 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิ 43.65% มีอัตราเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายที่ 281.29% จากระดับที่กฎหมายกำหนดไว้ 140%
ทั้งนี้ กลุ่มเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามองในตลาดประกันภัยไทย ถึงทิศทางการเติบโตจะสามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคการแข่งขันที่นับวันดุเดือดมากขึ้น







