
เล็งเพิ่มโควตารถข้ามแดน
ไทยผนึกกัมพูชากำหนดฝ่ายละ500คันเอื้อโลจิสติกส์การท่องเที่ยวคล่องตัว
ไทยผนึกกัมพูชากำหนดฝ่ายละ500คันเอื้อโลจิสติกส์การท่องเที่ยวคล่องตัว
ไทยจ่อผนึกกัมพูชาทำเอ็มโอยูเพิ่มโควตารถข้ามแดนเป็น 500 คัน หนุนผู้ประกอบการลงทุนเดินรถในกัมพูชา
นางดวงใจ จันทร รองประธานสภานักธุรกิจไทยในกัมพูชา การส่งเสริมการท่องเที่ยวในกัมพูชา กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจกัมพูชา” ว่า ขณะนี้ภาคเอกชนและรัฐบาลไทยกำลังเจรจาให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อให้เพิ่มโควตารถจดทะเบียนกลุ่มรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารที่สามารถใช้เดินทางข้ามแดนระหว่างสองประเทศได้จากฝั่งละ 40 คันในปัจจุบัน เป็นฝั่งละ 500 คัน ซึ่งหากทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทย
“การเพิ่มโควตาดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะใช้ขยายเส้นทางเดินรถขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งนอกจากจะเอื้อต่อการค้า การลงทุนแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อภาคบริการและการท่องเที่ยวด้วย” นางดวงใจ กล่าว
นอกจากนี้ จะเสนอให้เพิ่มเส้นทางเดินรถไทยกัมพูชา อีก 4 จุด เช่น ด่านช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ที่เชื่อมกับปราสาทพระวิหาร และด่านช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ที่ติดกับจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ หลังจากลงนามเอ็มโอยูแบบทวิภาคีกับกัมพูชาได้แล้ว จะต้องเร่งดำเนินการลงนามเอ็มโอยูกับเวียดนามต่อไป เพื่อให้สามารถเดินรถจากไทยไปกัมพูชาและต่อไปยังเวียดนามได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและลดเวลาการขนส่งระหว่างกันได้
นางดวงใจ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันธุรกิจการเดินรถของกัมพูชายังไม่มีระบบเท่าที่ควร และรถโดยสารของกัมพูชาส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรฐานเท่ากับไทย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุน
นอกจากนี้ นักธุรกิจไทยยังสามารถออกไปลงทุนเพื่อหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งกัมพูชาเป็นอีกประเทศที่น่าลงทุน เนื่องจากค่อนข้างเปิดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ในหลายธุรกิจ รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นฐานในการกระจายสินค้าไปเวียดนาม สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ที่กัมพูชายังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี)







