
พี่ใหญ่จีน
จากคำมั่นสัญญาของผู้นำรัฐบาลปักกิ่งที่ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก ซึ่งทางการจีนยืนยันว่า จะสนับสนุนสินค้าเกษตรจากไทย
จากคำมั่นสัญญาของผู้นำรัฐบาลปักกิ่งที่ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก ซึ่งทางการจีนยืนยันว่า จะสนับสนุนสินค้าเกษตรจากไทย
ส่งผลให้ในอีกไม่กี่วันถัดมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ออกมาระบุว่า ได้หารือกับคอฟโก้รัฐวิสาหกิจนำเข้าข้าวของจีน และเสนอให้คอฟโก้ซื้อข้าวจากไทยแบบรัฐต่อรัฐในปริมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งจะมีการส่งมอบระหว่างปี 2558-2559 โดยการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ นอกเหนือจากเอ็มโอยูซื้อข้าวไทยปีละ 1 ล้านตัน
แน่นอนว่าการสั่งซื้อข้าวล็อตใหญ่จากไทย ย่อมอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า จีนจะต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตรใน 3 เส้นทาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯหนองคาย
ไม่ใช่เฉพาะกับไทยเท่านั้น หากสังเกตท่าทีของรัฐบาลจีนให้ดี จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาจีนนำนโยบายการซื้อข้าวมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองกับหลายประเทศที่เห็นได้ชัดเจน คือ กรณีเวียดนามและพม่า
เช่น เมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้จะมีเหตุการณ์ชาวเวียดนามประท้วงรัฐบาลจีน โดยมีสาเหตุมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับอ้างสิทธิหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ จนทางการจีนได้ลดการสั่งซื้อข้าวจากเวียดนามลงทันที
ส่งผลให้ปริมาณการลักลอบนำเข้าข้าวจากเวียดนามเข้าจีนตามแนวชายแดนเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าจีนนำข้าวจากเวียดนาม ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 23 ล้านตัน/ปี
นอกจากนี้ จากการที่ทางการจีนได้ใช้นโยบายสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าข้าวของพม่าตามแนวชายแดนตอนเหนือตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในพม่าในขณะนี้ปรับตัวลด 108116 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดือน ส.ค.ที่ราคาอยู่ที่ 155 เหรียญสหรัฐ/ตัน และกดดันให้รัฐบาลพม่าต้องออกนโยบายรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดที่ราคา 136 เหรียญสหรัฐ/ตัน
แต่นี่สะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจของพี่ใหญ่จีนในการนำเรื่องข้าวมาใช้ทางการทูตได้อย่างดี







