posttoday
วัฒนธรรมคิด ตอนที่ 5

วัฒนธรรมคิด ตอนที่ 5

18 พฤศจิกายน 2557

ในเมืองไทยมีอะไรที่คิดนอกกรอบได้บ้าง? อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่อยู่ในใจของ Gen Y แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะคิดไม่ออก ทุกวันนี้นักศึกษาจบใหม่ปีละหลายแสนคนกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ในเมืองไทยมีอะไรที่คิดนอกกรอบได้บ้าง? อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่อยู่ในใจของ Gen Y แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะคิดไม่ออก ทุกวันนี้นักศึกษาจบใหม่ปีละหลายแสนคนกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ผมเชื่อว่าสิ่งแรกที่อยู่ในใจของเด็กจบใหม่เหล่านี้คือ “ทำไงถึงจะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร” คำตอบคงไม่พ้น คือ “ไปเรียนต่อปริญญาโทและเอก” ซึ่งพอเรียนจบก็กลับมาเจอคำถามเดิม คือ ทำอย่างไรให้ไต่ขึ้นไปอยู่ข้างบนขององค์กร

คุณรู้ไหมว่าถ้าเป็นระบบราชการ เช่น ทหารหรือตำรวจ มันแทบจะไม่มีทางลัดสู่ตำแหน่งนายพลเลย นอกจากจะเส้นใหญ่จริงๆ เพราะการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในระบบราชการ นอกจากความสามารถแล้วอายุก็ต้องได้ คืออย่างน้อยถ้าจะเป็นตำแหน่งนายพลก็ต้องอายุ 40 ปีขึ้นไปถึง 50 ปี ซึ่งบอกตรงๆ นะ คนรุ่นใหม่รับไม่ได้เพราะมันนานไป

เด็กที่เกิดในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็ว และโทรศัพท์มือถือคือเคลื่อนที่เร็ว มันรวมถึงความต้องการประสบความสำเร็จ ก็รวดเร็วไม่แพ้กัน

คำตอบของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y คือ “ต้องสร้างกิจการของตัวเอง” หรือ “ต้องคิดนอกกรอบในที่ทำงาน”

การสร้างกิจการตัวเองมันเริ่มจากต้องมีทุนและมีความสามารถ รวมทั้งต้องกล้าเสี่ยง แต่ปัญหาคือ สิ่งที่มนุษย์ต้องการมันแทบจะมีอยู่แล้วบนโลก ดังนั้นทางเดียวที่จะสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ก็คือ ต้องสามารถตอบโจทย์ลูกค้า หรือแก้ปัญหาบางอย่างให้ลูกค้า เช่น ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า อร่อยกว่า สนุกกว่า สวยกว่า เล็กกว่า ทนกว่า จะเห็นได้ว่าทุกอย่างที่พอจะคิดได้ มันมีคำว่า “กว่า” แปลตรงๆ คือ มันมีคู่แข่ง

อะไรที่มีคู่แข่งย่อมยากเสมอ แถมเราในฐานะผู้ท้าชิงที่อ่อนประสบการณ์ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจสำเร็จยากเข้าไปอีก สิ่งที่ผมอยากนำเสนอให้คนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจส่วนตัว ให้เริ่มจาก “ฝึกคิดนอกกรอบในที่ทำงานให้ได้เสียก่อน” หลายคนอาจจะบอกว่า ทุกวันนี้ฉันก็เป็นคนคิดต่างในองค์กรอยู่แล้ว แต่ขอถามหน่อยว่าคุณมั่นใจแค่ไหนว่าคุณเป็นคนคิดต่างในองค์กร

ผมจะยกตัวอย่างคนคิดต่างในองค์กรให้ดู เช่น หนึ่ง คุณทำงานที่ไม่ได้วัดผลเหมือนคนอื่น เช่น คนอื่นวัดผลจากยอดขาย แค่คุณโดนวัดผลงานจากอย่างอื่น (วัดจากอะไรนี่ งงป่ะ) สอง หน้าที่ที่คุณทำในองค์กร ไม่สามารถมีใครทำแทนคุณได้เลย (ไม่เคยมีตำแหน่งแบบนี้ในองค์กร)

สาม คุณทำงานคนละเวลากับคนอื่น เข้างานและเลิกงานไม่ตรงกับใคร (ไม่ต้องตอกบัตร บ้าไปแล้ว) และ สี่ คุณไม่มี Career Path ในองค์กรเลย เพราะงานของคุณมันไม่เคยมีใครในองค์กรทำ เลยไม่รู้ว่าตำแหน่งต่อไปในองค์กรของคุณคืออะไร (ไม่มีอนาคตในองค์กร จริงดิ)

ครับ!! แค่เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 ข้อที่กล่าวมาก็คงบ้าน่าดู เพราะคนอย่างที่ว่าไม่น่าจะทำงานอยู่ในองค์กร จริงไหม? แต่ผมจะบอกคุณว่า คนที่มีลักษณะ 4 อย่างที่กล่าวมา วันนี้แฝงตัวอยู่ในเกือบทุกองค์กรที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่แน่นอนองค์กรที่กำลังแย่อย่าง Kodak หรือ Nokia ไม่มีคนแบบนี้แน่นอน คนแบบนี้จะแฝงตัวอยู่ในองค์กรที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำมันกำหนดผลลัพธ์อยู่แล้ว สิ่งที่กำลังตายในโลกของการทำงานก็คือ Career Path หรือตำแหน่ง เพราะ “ตำแหน่ง” มันเป็นบันไดที่มันมองไม่เห็นอนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะเขาไม่ต้องการมาไต่เต้าเหมือนคนรุ่นที่แล้ว ประกอบกับ Technology และการเปลี่ยนของโลกธุรกิจ มันทำให้ “การคิดใหม่ ทำใหม่” ในองค์กร เป็นที่ต้องการมาก

ยกตัวอย่างองค์กรที่ผมทำงานด้วยอย่างหลักทรัพย์บัวหลวง ภาพข้างนอกอาจดูว่า Conservative แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในหลักทรัพย์บัวหลวงมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ทำงานแบบ 4 ข้อที่กล่าวมา คือ ไม่มีตำแหน่ง/งานไม่เหมือนใคร/ผลงานไม่ได้ถูกประเมินแบบคนอื่น และเวลาในการทำงานไม่เหมือนใคร

เอาง่ายๆ ทีม OIC ที่ผมตั้งขึ้นมา เป็นทีม “อาจารย์” ที่ทำหน้าที่สร้าง Content และสร้างความรู้ สอนลูกค้า ซึ่งเดิมทีธุรกิจ Broker ไม่มีหน่วยงานแบบนี้ แถมการวัดผลของทีมงานกลับกลายเป็นวัดจากจำนวนการอยู่รอดและรวยขึ้นของลูกค้าเป็นผลงาน แทนที่จะวัดตาม Volume การเทรดของลูกค้า

ใช่!! ประเทศเรากำลังเปลี่ยน คำถามคือ การที่เราจะวัดว่าอนาคตของเราจะก้าวหน้าแค่ไหน มันขึ้นกับว่าสิ่งที่เราทำมันอยู่ในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั่นเอง คิดนอกกรอบ ทำนอกกรอบ จัดไป!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท