
ภาษีมรดกกับกฎหมายทรัสต์ของประเทศไทย : สิ่งที่ขาดไป
ในบทความ 10 ข้อควรรู้ภาษีมรดก ข้อเสนอข้อหนึ่งที่ผมได้เสนอไว้ว่า กฎหมายที่ควรมากับภาษีมรดกคือการเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งทรัสต์พร้อมกันไป
ในบทความ 10 ข้อควรรู้ภาษีมรดก ข้อเสนอข้อหนึ่งที่ผมได้เสนอไว้ว่า กฎหมายที่ควรมากับภาษีมรดกคือการเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งทรัสต์พร้อมกันไป มิฉะนั้นก็จะเป็นกฎหมายลูกครึ่งไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ความจริงการมีกฎหมายทรัสต์ควรเป็นเรื่องต้องพิจารณาข้อดีข้อเสีย แม้ไม่มีกฎหมายภาษีมรดก ผมเองก็คิดว่าการมีกฎหมายทรัสต์ก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะการสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน เพราะปัจจุบันเจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของมรดกก็จะมีความกังวลที่จะส่งมอบธุรกิจ อันหมายถึงหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นๆ ให้กับทายาท หากทายาทอาจยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมอบธุรกิจดังที่ผมเคยเขียนบทความเมื่อปี 2555 เรื่องการจัดการทรัพย์สินโดยการจัดตั้งทรัสต์ ในห้วงเวลาที่มีประเด็นกฎหมายภาษีมรดก การพิจารณาเสนอกฎหมายทรัสต์ก็เป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณา เพราะไม่เช่นนั้นผู้มั่งคั่งก็จะมีการไปจัดตั้งทรัสต์ในต่างประเทศแทน อันจะเป็นผลลบต่อประเทศไทยในระยะยาว
เจ้าของทรัพย์สินในต่างประเทศที่ไม่ต้องการให้สินทรัพย์ส่วนตัวตกทอดหรือตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ จึงนิยมก่อตั้งทรัสต์ (Trust) เพื่อถือครองทรัพย์สินที่ไม่ต้องการให้ตกเป็นทรัพย์มรดก กองทรัสต์นั้นเป็นกองทรัพย์สินที่ไม่มีสภาพบุคคลในทางกฎหมาย โดยทรัสตี (Trustee) เป็นผู้ยึดถือทรัพย์สินในกองทรัสต์เพื่อประโยชน์ของผู้รับประโยชน์ทุกคนของกองทรัสต์ (Beneficiary) การยึดถือนั้นยึดไว้ในทำนองที่ว่า ประโยชน์อันแท้จริงของทรัพย์สินนั้นมิได้ตกแก่ทรัสตี หากตกแก่ผู้รับประโยชน์ของกองทรัสต์นั้น ที่จะเป็นบรรดาทายาทของเจ้ามรดก โดยทรัพย์สินนั้นจะบริหารจัดการโดยทรัสตีที่เป็นมืออาชีพ แต่ปัจจุบันกฎหมายไทยห้ามตั้งทรัสต์
อันที่จริงการจัดตั้งทรัสต์ในประเทศไทยเพื่อถือครองทรัพย์สินมีมาตั้งแต่ในอดีตก่อนที่มาตรา 1686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งจะมีผลใช้บังคับ กล่าวคือ ก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2478 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มาตรา 1686 ระบบกฎหมายแพ่งของไทยได้ยอมรับการก่อตั้งทรัสต์ขึ้นในประเทศไทย และศาลฎีกายังได้มีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่ดินที่ทรัสตียึดถือนั้น ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของทรัสตีเมื่อทรัสตีเสียชีวิต
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2478 เป็นต้นมา การจัดตั้งทรัสต์ในลักษณะดังกล่าวในประเทศไทยไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่เป็นการก่อตั้งทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน เนื่องจากต้องห้ามตามมาตรา 1686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า “อันว่าทรัสต์นั้น จะก่อตั้งขึ้นโดยตรงหรือโดยทางอ้อมด้วยพินัยกรรมหรือด้วยนิติกรรมใดๆ ที่มีผลในระหว่างชีวิตก็ดีหรือเมื่อตายแล้วก็ดี หามีผลไม่ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการก่อตั้งทรัสต์เท่านั้น” เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้ระบบกฎหมาย Civil Law ซึ่งมักไม่อนุญาตให้ก่อตั้งทรัสต์เว้นแต่จะมีกฎหมายภาษีมรดก
ถึงแม้ว่าการก่อตั้งทรัสต์ในประเทศไทยจะไม่อาจกระทำได้ การก่อตั้งทรัสต์ในต่างประเทศนั้นสามารถทำได้โดยถูกกฎหมายเป็นเวลานานมาแล้ว กล่าวคือ ผู้ก่อตั้งทรัสต์สามารถโอนทรัพย์สินที่มีอยู่ในต่างประเทศให้ทรัสตีเพื่อก่อตั้งทรัสต์ในต่างประเทศตามกฎหมายต่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมายมรดกในประเทศไทย อาจส่งผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมให้มีการบริหารจัดการทรัพย์สินโดยการก่อตั้งทรัสต์ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินตกเป็นทรัพย์มรดกที่จะตกแก่ทายาทหรือผู้รับมรดกต่อไป ดังนั้นไม่เพียงเฉพาะแต่เจ้าของทรัพย์สินที่มีทรัพย์สินอยู่แล้วในต่างประเทศเท่านั้น ทรัพย์สินในประเทศก็อาจมีการโอนไปยังต่างประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมาย และก่อตั้งทรัสต์ในต่างประเทศขึ้นในภายหลังได้
หากมองในด้านนโยบายภาษีของประเทศไทย การจัดเก็บภาษีมรดกโดยไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งทรัสต์ขึ้นในประเทศไทย อาจเป็นนโยบายภาษีที่ส่งเสริมหรือผลักดันให้มีการไหลออกของความมั่งคั่งทางการเงินและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยที่มีฐานะดีไปยังต่างประเทศ เพื่อก่อตั้งทรัสต์ในต่างประเทศเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากเดิม ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจป้องกันหรือบรรเทาลงได้โดยการออกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้สามารถก่อตั้งทรัสต์ขึ้นในประเทศไทยควบคู่กับการจัดเก็บภาษีมรดก
หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่จัดเก็บภาษีมรดก จะพบว่าประเทศส่วนใหญ่ที่ใช้ระบบกฎหมาย Common Law เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร จะอนุญาตให้ก่อตั้งทรัสต์ได้ควบคู่กันไปกับการจัดเก็บภาษีมรดก ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมาย Civil Law ซึ่งมีการเก็บภาษีมรดกและอนุญาตให้ก่อตั้งทรัสต์ควบคู่กัน ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี
ดังนั้น หากประเทศไทยจะมีกฎหมายภาษีมรดกที่สมบูรณ์ จึงควรมีการจัดทำร่างกฎหมายทรัสต์พิจารณาประกอบกันไปด้วย







