
กรุงเทพประกันภัยโชว์กำไร 9 เดือนโตเฉียด30%
กรุงเทพประกันภัย เผย 9 เดือนกำไรกว่า 1,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.8%
กรุงเทพประกันภัย เผย 9 เดือนกำไรกว่า 1,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.8%
นายพนัส ธีรวณิชย์กุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพประกันภัย(BKI) เปิดเผยว่า 9 เดือนแรกปี 2557 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 1.14 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2556 มีกำไรสุทธิ 1,902.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.8% ทั้งนี้คาดว่าสิ้นปี 2557 บริษัทจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.67 หมื่นล้านบาทเล็กน้อย หรือ เติบโตประมาณ 4.4% เนื่องจากงานประกันภัยทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยต่อที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไม่มีมหันตภัยขนาดใหญ่นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เช่นเดียวกับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่บริษัทไม่มีนโยบายลดราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ ในขณะที่บริษัทประกันภัยคู่แข่งมีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เบี้ยประกันภัยจากสาขาในต่างจังหวัดมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยคาดว่าสิ้นปีจะมีเบี้ยประกันภัยจากสาขาเติบโต 17% เนื่องจากในปีนี้มีการขยายสาขาเพิ่ม 5 แห่ง คือ อุตรดิตถ์ ร้อยเอ็ด แม่สอด นครปฐม และอรัญประเทศ รวมทั้งเบี้ยประกันภัยผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศที่เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากมีการออกแพคเกจกรมธรรม์รถกระบะซึ่งตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี
สำหรับ ธุรกิจประกันภัยปี 2557 สมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงจะเติบโตประมาณ 3.0-5.9% หรือเท่ากับ 2.10-2.15 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ สถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้สามารถออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนนักลงทุนและผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยและลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้เบี้ยเติบโตได้เพียงเล็กน้อย เช่น ด้านการดำเนินการลงทุนภาครัฐ แม้จะมีแผนงานที่ชัดเจนออกมาแล้ว แต่ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการต่างๆ มากมาย เช่น การทำเรื่องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอ การรออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี การเวนคืนที่ดิน ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณน่าจะเริ่มทำได้ในปี 2558 หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ ยอดขายรถยนต์ใหม่ที่คาดว่าจะลดลง 30.9% หรือเท่ากับ 9.2 แสนคัน







