
TUF พร้อมผงาดมาร์เก็ตแคป 2 แสนล้าน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป)
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แตะระดับ 1 แสนล้านบาทแล้วเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2557 ที่ผ่านมา และจะมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 2 แสนล้านบาทหรือไม่ หลังจากบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มรายได้ขึ้นอีกเท่าตัว จากปีนี้แตะระดับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้ ปีหน้า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2563 จะอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุกอย่างก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำไรที่ดีด้วย “ธีรพงศ์ จันศิริ” ในฐานะประธานกรรมการบริหาร TUF กล่าว
ภาพของ TUF ณ วันนี้ แตกต่างจากปี 2556 บริษัทสามารถพลิกสถานการณ์พาตัวเองพ้นจากจุดอับได้ ผลักดันให้ผลประกอบการฟื้นตัว โดยเฉพาะไตรมาส 3 นี้ ได้แสดงกำไรสุทธิ 1,922 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นไตรมาสสูงที่สุดของปีนี้ แม้อุตสาหกรรมกุ้งยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ก็ตาม และประเมินว่าปัญหากุ้งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างช้าๆ กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
บริษัทกลับมีศักยภาพแสดงความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าอุตสาหกรรม สาเหตุหลักเป็นเพราะมีฐานการตลาดที่ดี มีการกระจายตัวของตลาด และเน้นผลักดันในสินค้าที่มีมูลค่าสูง ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนต่างๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง
“โดยปกติไตรมาส 3 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของ TUF ส่วนธุรกิจกุ้งที่เคยขาดทุนก็กลับมามีกำไร และยังมีเงินที่เตรียมไว้รองรับกับการแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งครบกำหนด แต่ปรากฏว่าผู้ลงทุนใช้สิทธิแปลงสภาพทั้งหมด ทำให้เงินที่เตรียมไว้ 215 ล้านบาท กลับมารับรู้เข้ามาเป็นกำไร โดยเรื่องดีมาพร้อมกันหมดในไตรมาสนี้ หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.2% ทะลุกรอบที่วางไว้ 1617% อัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 6.3% สูงกว่ากรอบที่วางไว้ 46%” ประธานกรรมการบริหาร TUF กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ยึดติดกับคำว่า “นิวไฮ” และไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลประกอบการเป็นรายไตรมาส มองเป็นภาพผลกำไรทั้งปีมากกว่า
กลยุทธ์การเติบโตของ TUF ยังคงอาศัยการซื้อกิจการเป็นส่วนผลักดันการเติบโตสำคัญ และหากมีโอกาสเข้ามาก็จะบริหารจัดการได้รวดเร็ว แต่ยังคงเน้นใน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ทูน่า กุ้งแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง แซลมอน ปลาซาดีน และอาหารสำเร็จรูป ซึ่ง 2 บริษัทที่เพิ่งเข้าซื้อเมื่อไม่นานนี้ บริษัท เมอร์อลิอันซ์ เอสเอเอส และบริษัท คิง ออสการ์ เอเอส ยังอยู่ใน 6 ธุรกิจหลักที่บริษัทมุ่งให้ความสำคัญ
ทั้งนี้ แผนของ TUF ต้องการเพิ่มสัดส่วนของธุรกิจอื่นให้สูงขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก จากปัจจุบันธุรกิจ ทูน่า ค่อนข้างสูงถึง 50% กุ้งแช่แข็ง 25% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับโอกาสในการลงทุน เพราะหากมีกิจการที่ดีในธุรกิจทูน่าและกุ้งเข้ามา บริษัทก็พร้อมจะเข้าลงทุน
“ธีรพงศ์” กล่าวว่า บริษัทมองหาโอกาสในการซื้อกิจการโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในอดีต ในปี 2556 แม้จะประสบปัญหาด้านธุรกิจ แต่ยังคงเดินหน้าซื้อกิจการ บริษัท แพ็คฟู้ด ซึ่งก็สามารถสร้างผลกำไรที่ดีและสร้างความแกร่งให้บริษัทมากขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2557 มีสินทรัพย์ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารทะเลออกมาขายมากกว่าปกติ โดยเป็นสินทรัพย์ครบกำหนดการลงทุนของกองทุนในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนเป็นระยะเวลา 4 ปี เมื่อครบกำหนดก็จะออกมาขายพร้อมๆ กัน และเชื่อว่าอีก 1-2 เดือนข้างหน้าจะมีโอกาสการลงทุนเข้ามาอีกมาก
ในส่วน TUF เอง ถือว่ามีความพร้อมมาก หลังจากได้เตรียมตัวมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ใช้เวลาในการสร้างทีมงานระดับสูง และหาคนเก่งๆที่มีอยู่ทั่วโลกเข้ามาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น Head of finance Head of Stategy Head of Innovation Head of Communication เป็นต้น และมีความพร้อมด้วยสถานะการเงิน
“ธีรพงศ์” มองว่า มี 3 ส่วนสนับสนุนให้บริษัทขยายธุรกิจได้มาก และเร็วขึ้น คือ 1.การมีผลประกอบการค่อนข้างดี บริษัทต้องมีกำไรจึงจะมองหาโอกาสการลงทุน 2.อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) อยู่ในระดับต่ำ เพียง 0.8 เท่า และ 3.ตลาดทุนให้การสนับสนุน ให้มูลค่าที่เหมาะสมกับ TUF
“ตลาดทุนให้โอกาสเรามากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับเลือกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI เอเชียแปซิฟิก จะส่งผลให้โกลบอล ฟันด์ เข้ามาลงทุนหุ้น TUF มากขึ้น และข้อสำคัญขณะนี้ มาร์เก็ตแคปของบริษัท ได้แตะระดับ 1 แสนล้านบาทแล้ว ปลดเงื่อนไขของกองทุนบางแห่งจะไม่สามารถเข้าลงทุนในหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทได้” ธีรพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดและปัจจัยพื้นฐานของ TUF ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน แต่ทาง TUF ไม่ได้คิดจะละเลยในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อย ล่าสุด ได้ประกาศแตกพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.25 บาท/หุ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายบุคคลเข้ามาลงทุนและต้องการให้เพิ่มสัดส่วนกลุ่มนี้ที่มีต่ำไม่ถึง 5%
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TUF กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน คือ ทำอย่างไรเพื่อจะกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจเรามีความผันผวนน้อยที่สุด ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีการเติบโต แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และมีภูมิต้านทาน เมื่อเจอปัญหาสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ดังนั้นเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื่องตลอดเวลา







