posttoday
อินเทอร์เน็ตออฟริงค์วิวัฒนาการเปลี่ยนโลก

อินเทอร์เน็ตออฟริงค์วิวัฒนาการเปลี่ยนโลก

17 พฤศจิกายน 2557

การใช้งานอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่ตลอดเวลากำลังจะทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์” (Internet of Thing)

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การใช้งานอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่ตลอดเวลากำลังจะทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์” (Internet of Thing) ซึ่งจะกลายเป็นวิวัฒนาการที่พลิกโฉมธุรกิจและชีวิตคน

เกร็ก เบิร์กลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์กลุ่มอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ ผู้ดูแลโครงการสมาร์ทซิตี้เวิลด์ไวด์ อินเทล กล่าวว่า แม้อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์จะดูเหมือนกำลังเป็นเทรนด์เริ่มต้นและกำลังได้รับความสนใจทั่วโลก แต่ที่จริงการเชื่อมต่อแบบไร้สายเกิดขึ้นมานานแล้ว

ข้อมูลวิจัยบริษัท ไอดีซี ระบุว่า ปี 2563 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอทีถึง 5 หมื่นล้านเครื่อง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มพัฒนาด้านไอโอทีได้เร็ว คือ ค้าปลีก ก่อสร้างคมนาคม พลังงานและการผลิต อีกทั้งคาดการณ์ว่าปี 2568 กว่า 37 เมืองทั่วโลกจะมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ทำให้รถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 60% ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอีก 40% ทำให้ต้องเร่งพัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเหมาะสม

จะต้องเกิดภาวะขาดแคลนแน่นอน

“อินเทลเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและการดำรงชีวิตของคนในโลกให้มากขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจเองก็พยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความยืดหยุ่น สนับสนุนซอฟต์แวร์ให้ใช้งานปลอดภัย พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์และวางระบบอีโคซิสเต็มส์ สำหรับนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีให้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งาน”

สมาร์ทซิตี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการต้นแบบที่มีการริเริ่มแล้วที่เมืองซานโฮเซ สหรัฐอเมริกา และเมืองดับลิน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ในการพัฒนาเซ็นเซอร์สิ่งแวดล้อม อากาศและเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือการสร้างนวัตกรรมเชิงลึก เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค นำแนวคิดวิเคราะห์ มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและสร้างมูลค่าให้แก่สิ่งเหล่านี้ โดยภูมิภาคเอเชียเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่กำลังพิจารณาว่ามีเมืองใดที่สามารถสร้างสมาร์ทซิตี้ได้จึงต้องมองหาหลักเกณฑ์และคู่ค้าที่มีความพร้อมและแนวทางเดียวกัน

“ไทยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่อินเทลกำลังพิจารณา เนื่องจากมีอัตราการเชื่อมต่อสูง แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีการจัดระเบียบแบบแผนการเชื่อมโยงให้เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน จึงต้องรอเวลาอีกสักระยะถึงจะบอกได้ว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นสมาร์ทซิตี้หรือไม่ เพราะต้องพิจารณาทั้งเรื่องของความพร้อมในการให้บริการ ขั้นตอนบริหารจัดการอาคาร และระบบคมนาคมต้องเชื่อมโยงกัน”

ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาการพัฒนาเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ของประเทศสิงคโปร์ที่ประกาศแผนพัฒนาเมืองจูร่ง (Jurong District) ให้เป็นสมาร์ทเนชั่น จากเดิมเป็นเมืองอุตสาหกรรมและต้องการพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีต้นแบบก่อนที่จะนำโปรเจกต์นี้ไปสู่เมืองอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการใช้งานเครือข่ายบรอดแบนด์เติบโตถึง 107.6% และไวร์เลสบรอดแบนด์เติบโตสูงถึง 187.6% ทำให้อัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นถึง 153.9% ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายที่แม้จะได้รับความนิยมแต่ก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน ดังนั้นการพัฒนาสมาร์ทเนชั่นจะช่วยปรับปรุงโครงข่ายให้ดีและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยังได้จำลองสวนสาธารณะ Japanese/ Chinese เป็นพื้นที่แรก เพื่อเก็บข้อมูลจากการเช็กอินสถานที่ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ตามจุดต่างๆ และแท็กจุดเหล่านี้บนแผนที่ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นจึงเขียนซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า MOD (Mobilityondemand) สั่งการให้รถจำลองที่สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานขับพานักท่องเที่ยวไปตามจุดต่างๆ ซึ่งโครงการนี้จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อใช้งานร่วมกับรถขนส่งสินค้า รถบำบัดน้ำเสียและรถยนต์อีโคคาร์สำหรับประชาชนเพื่อลดพลังงานในการปล่อยมลภาวะออกสู่อากาศ

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการของภาครัฐที่นอกจากจะช่วยเรื่องของความทันสมัยในเทคโนโลยีแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่ก่อปัญหาด้านมลพิษไป พร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท