posttoday
ทักษิณสามารถจะวางโครงสร้าง ทรัพย์สินของเขาได้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ (ตอนจบ)

ทักษิณสามารถจะวางโครงสร้าง ทรัพย์สินของเขาได้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ (ตอนจบ)

08 มิถุนายน 2553

 

 

.....ธีระ ภู่ตระกูล

ทรัสต์ (Trusts)

ตามที่ได้กล่าวข้างต้น หลักการของการบริหารทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด คือ การวางแผนล่วงหน้า และการปกป้องและรักษาความลับ ในอดีตนักการเมืองมักจะซ่อนทรัพย์สินของตน โดยใช้ชื่อของพนักงานขับรถยนต์ คนรับใช้ เลขานุการ หรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ปัจจุบันยังมีนักการเมืองบางท่านที่ยังคงใช้วิธีนี้อยู่ นอกจากนี้ยังมีบางท่านที่มองการณ์ไกล โดยจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศโดยใช้ชื่อของบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของรัฐมีความสามารถพอที่จะติดตามและตรวจสอบเจ้าของที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวได้ ทำให้การพยายามที่จะหลบซ่อนทรัพย์สินมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น โดยกลไกในการจัดโครงสร้างของทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด คือ การจัดตั้งทรัสต์ส่วนตัว หรือของครอบครัว โครงสร้างของทรัสต์สามารถแบ่งออกเป็นสามฝ่าย คือ เจ้าของหลักทรัพย์ (Settlor) ผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์ (Trustee) และผู้รับประโยชน์ (Beneficiaries) ทรัสต์ถือเป็นกลไกที่ถูกกฎหมายในการโอนทรัพย์สินเพื่อให้มีประสิทธิ ภาพและประสิทธิผล รวมทั้งหาลู่ทางประหยัดภาษีมากที่สุด เจ้าของหลักทรัพย์ หรือผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์ยังสามารถกำหนดนโยบายการแบ่งทุน ชะลอการโอนทรัพย์สินตามเงื่อนไขต่างๆ และสามารถใช้เป็นกลไกในการตอบสนองความต้องการด้านภาษีและด้านอื่นๆ ได้ ทรัสต์สามารถมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายการดำเนินการที่หลากหลาย อาทิ ให้โอนเงินทุนให้กับผู้รับประโยชน์เมื่อบุคคลดังกล่าวมีอายุครบ 21 ปี หรือเมื่อจบการศึกษา

ทรัสต์มีหลายรูปแบบ ทรัสต์สามารถเป็นแบบภายในและภายนอกประเทศ เป็นแบบผูกพัน แบบมีวัตถุประสงค์พิเศษ เป็นแบบยกเลิกได้ และยกเลิกไม่ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามทรัสต์ส่วนมากที่ได้รับการยกเว้นภาษีจะเป็นทรัสต์แบบยกเลิกไม่ได้ การจัดตั้งทรัสต์ หรือโครงสร้างอื่นในรูปแบบการรวมของทรัสต์และบริษัท จำเป็นต้องมีการยื่นเอกสารกับหน่วยงานที่ดูแล เอกสารเหล่านี้รวมถึงเอกสารเงื่อนไขของทรัสต์ ข้อตกลงของผู้ถือหุ้นของบริษัท เอกสารการจดทะเบียน ข้อบังคับของบริษัท และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากเอกสารจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว อาจจะต้องมีหนังสือแสดงเจตจำนงที่ไม่ผูกมัด (NonBinding “Letter of Wishes”) จากเจ้าของหลักทรัพย์ถึงผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์ เพื่อระบุแนวทางการแบ่งหลักทรัพย์ แนวทางการลงทุน และแนวทางการติดต่อกับผู้รับประโยชน์ อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจึงมีความเห็นว่า ควรหลีกเลี่ยงการมีหนังสือแสดงเจตจำนงของเจ้าของหลักทรัพย์ เนื่องจากหนังสือดังกล่าวเปรียบเสมือนว่า เจ้าของหลักทรัพย์ยังไม่ยอมมอบอำนาจบริหารทั้งหมดให้กับผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์ และประเด็นนี้ก็ถูกยกมาใช้ในการพิพากษาของ คุณทักษิณ ถูกกล่าวหาว่า ยังมีอำนาจในการบริหารทรัพย์สิน อยู่ ถึงแม้ว่าได้มอบทรัพย์สินให้อยู่ภายใต้ชื่อของบุตรที่ได้บรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม และเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินคดี ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ แนะนำว่า ให้ผู้จัดการทรัพย์สิน/ทรัสต์เป็นผู้ยกร่างและเป็นผู้เก็บรักษาเอกสารบันทึกเจตจำนง (Trustee Memorandum) เนื่องจากในการดำเนินคดีในปัจจุบัน ศาลยังไม่สามารถเรียกเอกสารดังกล่าวในคดีเกี่ยวกับทรัสต์ได้

นอกจากนี้ ในโลกภายหลังเหตุการณ์วันที่ 11 ก.ย. (9/11) ได้มีการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการระบุชื่อ แหล่งที่มาของทุน และผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ กฎที่ว่า ต้องรู้จักลูกค้าของคุณ (KnowYourCusto mer) และการต่อต้านการฟอกเงิน (AntiMoney Laundry) จะเป็นปัจจัยสำคัญของการจดทะเบียนทรัสต์ในทุกพื้นที่และในการเปิดบัญชีธนาคารสำหรับทรัสต์ดังกล่าว ถึงแม้ว่า ทรัสต์ บริษัท หรือหุ้นส่วนทุกแห่งจะถูกจดทะเบียนในเขตอำนาจปกครองเดียวกัน แต่ครอบครัวที่ร่ำรวยมักจะบริหารทรัพย์สินของตนในพื้นที่ที่มีเขตอำนาจการปกครองที่แตกต่างกันไป อาทิ ทรัพย์สินอาจถูกแบ่งเก็บไว้ในหลายประเทศ เป็นต้น แนวทางการดำเนินการเช่นนี้ มีประโยชน์นอกเหนือจากปกป้องรายได้และสินทรัพย์จากการถูกเก็บภาษี การดำเนินคดี และความเสี่ยงต่างๆ การแบ่งเก็บทรัพย์สินไว้ในหลายประเทศยังทำให้คู่แข่งทางธุรกิจ คู่แข่งทางการเมือง ผู้สื่อข่าว หรือบุคคลไม่พึงประสงค์ ติดตามความเป็นมาหรือมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวได้ยากขึ้น แนวทางการแบ่งหลักทรัพย์ในต่างประเทศให้แตกต่างกันออกไปอย่างน้อยสามประเภท ถือเป็นวิธีป้องกันการโจมตีจากภายนอกที่เหมาะสม กฎแห่งสาม (Rule of Three) ระบุไว้ว่า ทรัสต์หรือบริษัท ที่แบ่งฐานการจัดการออกเป็นอย่างน้อยสามชั้น/ประเภท จะเป็นกำแพงที่จะปกป้องทรัสต์นั้นจากเจ้าหนี้และผู้ดำเนินคดี นอกจากนี้การจัดตั้งทรัสต์โดยให้มีผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์ที่มาจากหลายเขตอำนาจปกครอง ก็จะเป็นการเพิ่มความซับซ้อน และทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในอนาคต

ปัจจุบัน การจดทะเบียนทรัสต์หรือบริษัทในต่างประเทศสามารถทำได้ 2 รูปแบบ กล่าวคือ 1) แบบที่มีคุณภาพสูง อยู่ในเขตปกครองที่มีความเข้มงวดสูง และมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งจะหาได้ในหมู่เกาะ Bermuda หมู่เกาะ Channel Islands, ลักเซมเบิร์ก ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น และ 2) เป็นรูปแบบที่คนให้ความสนใจมากขึ้น โดยจะมีคุณภาพต่ำ มีค่าใช้จ่ายน้อย และอยู่ในเขตปกครองที่ไม่เข้มงวด ซึ่งจะหาได้ในหมู่เกาะแคริบเบียน หมู่เกาะแปซิฟิก และบางประเทศ ในละตินอเมริกา อย่างไรก็ตามจะมีกลุ่มประเทศที่ให้บริการคุณภาพสูงเกิดขึ้นใหม่ อาทิ ดูไบ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และมอริเชียส กลุ่มประเทศนี้เป็นทางเลือกใหม่ของนักลงทุนภายหลังเหตุการณ์สำคัญต่างๆ อาทิ เหตุการณ์วันที่ 11 ก.ย. (9/11) การที่สหภาพยุโรปเริ่มเข้าตรวจสอบข้อมูลในธนาคารสวิสมากขึ้น การเริ่มที่จะมีภาระด้านภาษีทรัสต์ในอังกฤษ และการที่เริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น ทั้งนี้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่คนไทยที่มีฐานะให้ความสนใจมากที่สุด เพราะอยู่ไม่ห่างไกลมากนัก แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังให้ความสนใจกับดูไบเช่นกัน เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ในใจกลางอาณาจักรที่ร่ำรวย และมีอัตราภาษีและอัตราค่าธรรมเนียมทรัสต์ที่ไม่สูงมากนัก

หลังจากที่ได้จัดตั้งทรัสต์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การโอนหลักทรัพย์ต่างๆ เข้าไปยังทรัสต์ดังกล่าวในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพทางภาษีมากที่สุด การโอนหุ้น พันธบัตร หรือหลักทรัพย์อื่นๆ จะสามารถทำได้ง่าย แต่การโอนสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทยจะมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากมีรายได้บางส่วนที่ต้องมอบให้สมาชิกครอบครัวที่มีความอาวุโสอยู่เป็นประจำ ก็ควรจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อลงทุนในสิ่งที่ได้รับรายได้ประจำ หรือในการจัดซื้อพันธบัตรที่สามารถกำเนิดรายได้ประจำพร้อมกับมีความเสี่ยงต่ำ สำหรับการลงทุนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนสูงในระยะยาว ก็ควรจะใส่ไว้ในทรัสต์สำหรับลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป ในการที่แบ่งทรัสต์ให้มีสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยมีเป้าหมายแตกต่างกันไป ก็จะทำให้ทรัสต์ดังกล่าวมีรายได้ที่สม่ำเสมอและมั่นคง พร้อมที่จะมอบผลตอบแทนให้กับผู้รับประโยชน์ทุกรุ่น

ทรัสต์ทุกหน่วยจะได้รับการดูแลจากผู้จัดการทรัสต์ในรูปแบบของบุคคล หรือบริษัท อาทิ บริษัทการเงินขนาดใหญ่ เป็นต้น ผู้จัดการหลักทรัพย์/ทรัสต์นอกเหนือจากจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในเอกสารทรัสต์แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ท้องถิ่นเกี่ยวกับการบริหารทรัสต์อีกด้วย สิ่งที่ครอบครัวที่ร่ำรวยส่วนใหญ่จะเกรงกลัวมากที่สุด คือ การมอบอำนาจหน้าที่การบริหารทรัสต์ให้กับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่คนส่วนมากจะเลือกบริษัทการเงินรายใหญ่ ให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการหลักทรัพย์/ ทรัสต์ แทนที่จะเลือกบุคคลธรรมดา หรือบริษัททรัสต์รายย่อย

สุดท้ายนี้ เราต้องยอมรับว่าครอบครัวที่ร่ำรวยและมีฐานะดีก็ย่อมเป็นเป้าหลักของเจ้าหน้าที่สรรพากร ซึ่งคอยจับตามมองผลกำไรที่ได้จากการลงทุนต่างๆ ในมุมมองนี้สามารถสรุปได้ว่า ยิ่งมีทรัพย์สินมาก ยิ่งทำให้มีโอกาสที่จะเจรจาเรื่องการเสียภาษีมากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นคำแนะนำที่ผมมีให้กับคุณทักษิณก็คือ คุณควรจะยอมรับศรัทธาของความไม่ยุติธรรมของชีวิต และจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ คุณทักษิณยังมีทรัพย์สินอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาทอยู่ และหากตั้งสมมติฐานว่า คุณทักษิณสามารถบริหารเงินทุนดังกล่าวอย่างฉลาดและรอบคอบ โดยได้รับผลตอบแทนร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งไม่น่าจะยากเกินความสามารถของคนอย่างคุณทักษิณ เขาก็จะได้รับ 4.6 หมื่นล้านบาท คืนภายใน 8 ปี แต่สำหรับพวกเรา ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนของชีวิต คำแนะนำที่ผมสามารถให้ได้ คือ ต้องพยายามวางแผนในเชิงรุก กล่าวคือ วางแผนเผื่อสำหรับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด และหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด (Plan for the worst and hope for the best.)

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี