
สนับสนุนธปท.ให้ลดดอกเบี้ยกู้ชีพเศรษฐกิจ
เอกชนเชื่อหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล ทำบาทอ่อนหนุนส่งออก
เอกชนเชื่อหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล ทำบาทอ่อนหนุนส่งออก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ต้องติดตามผลของการใช้จ่ายภาครัฐช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา ว่าเกิดผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเข้าสู่ไตรมาส 2 แต่กลไกภาครัฐยังไม่ทำงาน ก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง
ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง มีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เป็นผลดีแก่ผู้ส่งออกที่จะขายสินค้าได้ราคามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นทางออกที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหากการส่งออกเติบโตจะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังการผลิตอุตสาหกรรม การจ้างงาน ไปถึงกำลังซื้อประชาชน
“ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลใส่เงินเข้าสู่ระบบเยอะมาก แต่ยังไม่เห็นเกิดการลงทุนใหม่ๆ ดังนั้นถ้าดูแนวโน้มว่ากลไกภาครัฐไม่ทำงานไปถึงไตรมาส 2 คือ ลงทุนและบริโภคไม่กระเตื้องขึ้น การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปีในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ก็จะเป็นจังหวะสำคัญที่จะลดดอกเบี้ย เพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจทันเข้าสู่ปี 2558” นายอัทธ์ กล่าว
สำหรับการส่งออกปีนี้คาดว่าจะเติบโต 01% และปีหน้าน่าจะเติบโต 4% จากปัจจัยพื้นฐานต่ำและเศรษฐกิจโลกดีขึ้น แต่ความเสี่ยงในปีหน้ายังต้องจับตาปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของอาเซียน รวมทั้งการเปิดเออีซีที่แม้จะเป็นโอกาส แต่ก็เป็นความเสี่ยงจากคู่แข่งที่มากขึ้น เพราะประเทศในอาเซียนส่งออกสินค้าคล้ายๆ กัน ไทยต้องหันไปแข่งขันที่คุณภาพแทน
ด้าน นายณัฏฐ วงศาโรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าส่วน ฝ่ายปฏิบัติการบริหารเงิน ธนาคารมิซูโฮ สาขากรุงเทพฯ กล่าวว่า แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีเวลานี้ คือ การลดดอกเบี้ยเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลง สนับสนุนให้ภาคการส่งออกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะภาคการส่งออกมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงถึง 58% โดยปีหน้าค่าเงินไม่ควรต่ำกว่า 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2556 ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวนิ่งมาก เฉลี่ยอ่อนค่า 7% ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าไปถึง 24% สอดคล้องกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่ากว่าไทย ทำให้ศักยภาพการแข่งขันไทยน้อยลง การส่งออกติดลบทั้งที่เศรษฐกิจโลกฟื้น มีส่วนทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่ำ โดยครึ่งปีหลังต้องโต 3% จีดีพีจึงจะโต 1.5% ซึ่งยังน่าห่วงเพราะการส่งออกไม่สู้ดี
“ดอกเบี้ยของเราสูงเกินไป แม้จะอยู่ที่ 2% แต่ห่างจากประเทศใหญ่ที่ดอกเบี้ยต่ำมาก เรายังดึงดูดเงินทุนเข้ามาทำให้เงินบาทอ่อนค่าน้อย ผมเห็นว่าในช่วงเวลาที่เสถียรภาพการเงิน ทั้งเงินเฟ้อและทุนสำรองยังแข็งแกร่ง น่าจะลดดอกเบี้ยลงบ้างเพื่อให้ทุนไหลเข้าน้อยลง กดเงินบาทอ่อนช่วยการส่งออก แม้ไม่จูงใจให้ออม แต่อีกด้านหนึ่งเงินนั้นก็จะไปหมุนเวียนในระบบ” นายณัฏฐ กล่าว
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ธปท.ยังพอผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อีก ถ้าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่คาด ซึ่งจะให้เห็นผลมากที่สุด ต้องตัดสินใจในเดือน ธ.ค. นี้ เพราะถ้าล่าช้าเข้าสู่ปีหน้าโอกาสจะน้อยลง เพราะทิศทางดอกเบี้ยของโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น
ทั้งนี้ นโยบายการคลังล่าช้า จึงต้องใช้นโยบายการเงินเข้าไปช่วยเหลือก่อน แม้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไม่มาก แต่ดีกว่าไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาเลย โดยการลดดอกเบี้ยมีผลทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั้งแผงลดลง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่กำลังต้องการเงินกู้สร้างสาธารณูปโภค ประชาชนภาระหนี้ลดลงสามารถใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหลังเห็นความพยายามของไทยในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
"จากความสามารถผ่อนคลายและเงื่อนไขเวลา ทำให้ไทยคงลดดอกเบี้ยได้ไม่เยอะมาก และเมื่อถึงเทรนด์ขาขึ้น ก็ยังต้องพิจารณาให้ดี ทั้งเงินไหลออก ต้องมีมาตรการดูแลสภาพคล่องในระบบ ดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ก็ขึ้นไปรอแล้ว เชื่อว่า ธปท.ต้องวางแผนรอบคอบก่อนตัดสินใจปรับดอกเบี้ย" นายเชาว์ กล่าว







