
‘เอจีเอส’พุ่งเป้าวินาศภัยเล็งเพิ่มสัดส่วนในเอเชีย
เอจีเอสเล็งเพิ่มสัดส่วนประกันวินาศภัยมากขึ้น มองตลาดเอเชียมีศักยภาพสูง
เอจีเอสเล็งเพิ่มสัดส่วนประกันวินาศภัยมากขึ้น มองตลาดเอเชียมีศักยภาพสูง
นายแฟรงค์ ฟาน แคมเปน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชีย บริษัทเอจีเอส อินชัวรันส์ (เอเชีย) เปิดเผยว่าเอจีเอสมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการทำธุรกิจประกันวินาศภัยมากขึ้น จากปัจจุบันที่บริษัทเน้นทำตลาดประกันชีวิต เนื่องจากเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูง แต่จะมีการขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรนั้นต้องขอดูความเหมาะสม
ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนทั่วโลกของกลุ่มบริษัท เอจีเอส ในกลุ่มประกันชีวิตอยู่ที่ 60% ของการลงทุนทั้งหมด ส่วนการลงทุนในกลุ่มประกันวินาศภัยอยู่ที่ 40% ขณะที่การลงทุนในภูมิภาคเอเชียพบว่า การลงทุนในกลุ่มประกันชีวิตมีสูงถึง 90% แต่การลงทุนในกลุ่มวินาศภัยกลับมีเพียงแค่ 10% เท่านั้น
ทั้งนี้ มองว่า ภูมิภาคเอเชียการทำประกันยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประกันชีวิต จึงเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะสามารถขยายตลาดในกลุ่มวินาศภัยเพิ่มขึ้นได้
ทั้งนี้ตลาดในภูมิภาคเอเชียที่เอจีเอสให้ความสนใจที่จันมาโฟกัสเพิ่มมากขึ้นได้แก่ ประเทศจีน เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่แต่ปัจจุบันเอจีเอสยังจับตลาดในจีนได้น้อย และจีนเองก็มีอัตราการเติบโตที่เร็วและสูง โดยในปี 2556 ตลาดประกันในจีนเติบโตสูงถึง 20%
นอกจากนี้ ตลาดอาเซียนเองก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจเข้ามาลงทุน เพราะเป็นกลุ่มประเทศเปิดใหม่ที่เริ่มมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และคนในประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีการทำประกันชีวิตและประกันภัยในอัตราส่วนที่น้อยอยู่ ซึ่งทางเอจีเอสเองก็เห็นว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นตลาดหลักที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตให้กับบริษัท
สำหรับการลงทุนในประเทศทนั้นเอจีเอสก็มีความสนใจที่จะร่วมลงทุนกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิตเพิ่ม จากปัจจุบันมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 25% แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะเพิ่มทุนหรือไปซื้อกิจการบริษัทอื่นเพิ่มเติมแต่หากจะทำก็คงไม่เข้าไปลงทุนเอง คงจะลงทุนผ่านบริษัท เมืองไทยประกันชีวิตมากกว่า และไทยเองก็ยังมีความเหมาะสมที่เอจีเอสจะใช้เป็นศูนย์กลางในการเข้าไปเจาะตลาดอาเซียน
อย่างไรก็ดี เอจีเอสมองว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การเพิ่มช่องทางการขายให้หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จ โดยในปีหน้าเอจีเอสจะทำการตลาดเพิ่มช่องทางการขยายให้มากขึ้นทั้งการขายผ่านสถาบันการเงิน การขายผ่านสถาบันประกันภัย และขายผ่านตัวแทน เป็นต้น
รวมทั้งการพัฒนาสินค้า บุคลากร และกลยุทธ์การขายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยจะมีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มย่อยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกกลุ่ม หรือเรียกว่า การทำให้ผลิตภัณฑ์มีความสมาร์ทมากขึ้น







