
รูดกระจายในต่างแดน ระวังกระเจิงจากค่าธรรมเนียม
เช้าตรู่วันธรรมดาๆ วันหนึ่ง พี่สาวคนสวยที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศส่งเสียงแหลมสูงผ่านมาทางโทรศัพท์
เช้าตรู่วันธรรมดาๆ วันหนึ่ง พี่สาวคนสวยที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศส่งเสียงแหลมสูงผ่านมาทางโทรศัพท์ ไม่ใช่เพราะคิดถึง แต่เป็นเพราะเธอเพิ่งเสียรู้ให้กับการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ ก็เลยอยากจะฝากเตือนนักเดินทางให้ระวังจะเจ็บใจแบบเธอ
เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนที่จะใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า เธอเช็กอัตราแลกเปลี่ยนจนแน่ใจว่า “อยู่ราวๆ นี้” แต่พอกลับมาดูยอดเรียกเก็บแทบจะเป็นลม เพราะยอดเพิ่มขึ้นไปอีกหลายบาท
สำหรับนักเดินทางที่นิยมเที่ยวต่างประเทศน่าจะพอรู้มาบ้างว่า ถ้าแลกเงินกับบริษัทรับแลกเงิน เรามักจะได้ “อัตรา” ที่ดีกว่า หรือถูกกว่าแลกกับธนาคารที่สนามบิน และถ้าจะใช้บัตรเครดิตก็จำเป็นต้องทำใจล่วงหน้าว่า “อัตรา” ที่ได้คงจะไม่ถูกเท่ากับใช้เงินสด (ยกเว้นจังหวะดีไปในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศนั้น จนทำให้การใช้บัตรเครดิตถูกกว่าเงินสดที่แลกไปจากประเทศไทย)
และถ้าคิดจะใช้บัตรเครดิต “เรื่องยังไม่จบแค่นั้น” เพราะนอกจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เดาได้ว่าจะแพง กว่าอัตราที่แลกเงินสดแล้ว ผู้ออกบัตรยังมีค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า “ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน” เพิ่มขึ้นมาอีก
ผู้ออกบัตรให้เหตุผลในการเรียกเก็บค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินไว้แค่ว่า “เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงิน” ซึ่งหากไปดูในเว็บไซต์ usa.visa.com จะเห็นว่า VISA เปิดทางให้ผู้ออกบัตรเป็นคนกำหนดค่าธรรมเนียมนี้เอง โดยจะเก็บหรือไม่เก็บค่าธรรมเนียมนี้ก็ได้ (ในเครื่องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนของ VISA มีให้กรอกข้อมูลนี้ระหว่าง 05%)
ขณะที่ Bankrate.com เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ถ้าเป็นการใช้บัตรในต่างประเทศ ทั้งใช้ซื้อสินค้า หรือเบิกเงินสด ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรเอทีเอ็ม ทั้ง VISA และ MasterCard จะคิดค่าธรรมเนียมกับผู้ออกบัตร 1%
และก็เป็นธรรมดาที่ผู้ออกบัตรจะผลักภาระค่าธรรมเนียมนี้ไปให้ผู้ถือบัตรเป็นคนรับผิดชอบ แต่ที่ไม่ธรรมดา คือ ผู้ออกบัตรส่วนใหญ่จะบวกค่าธรรมเนียมไปมากกว่า 1% อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศมีผู้ออกบัตรบางรายไม่คิดค่าธรรมเนียมนี้
สำหรับบัตรเครดิตในไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุญาตให้ผู้ประกอบการคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินได้ไม่เกิน 2.5% ของยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
จากข้อมูลที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตประกาศไว้ในเว็บไซต์ จะแบ่งกลุ่มการคิดค่าธรรมเนียมนี้ได้ 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มที่กำหนดว่าจะคิดไม่เกิน 2.5% ได้แก่ ซิตี้แบงก์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ ธนชาต ยูโอบี และทหารไทย
2) กลุ่มที่กำหนดว่าจะคิดไม่เกิน 2% ได้แก่ บัตรกรุงไทย กรุงศรี และเซ็นทรัลการ์ด
3) กลุ่มที่กำหนดว่าจะคิดไม่เกิน 1% ได้แก่ ซีไอเอ็มบี (ไทย)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ออกบัตรจะประกาศ “เพดาน” ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินที่จะเรียกเก็บเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคิดเต็มเพดานกับผู้ถือบัตรทุกรายไป เพราะอาจจะมีบัตรบางประเภทที่ได้รับสิทธิลดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ลง
เพราะฉะนั้น ก่อนจะใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ รวมทั้งการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ต่างประเทศ (การใช้จ่ายในสกุลเงินต่างประเทศทั้งหมด) ต้องคิดไว้อีกนิดว่า ไม่ได้มีแต่อัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้นที่เราจะต้องคิดถึง แต่ยังมีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินที่เราต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นลูกค้าของผู้ประกอบการรายไหน และใช้บัตรเครดิตประเภทอะไรอยู่
เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ลืมไม่ได้สำหรับนักเดินทาง คือ ของฝาก ที่ไม่ใช่ซื้อฝาก แต่เป็น “ฝากซื้อ” โดยที่เราใช้บัตรเครดิตรูดซื้อ แล้วเมื่อถึงเวลาต้องเรียกเก็บเงิน อย่าลืมอ้างอิงยอดเรียกเก็บตามสลิปบัตรเครดิต จะได้ไม่ขาดทุน
หรือถ้าไม่อยากจะรอจนสลิปมา (ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายวัน) ก็สามารถกดโทรศัพท์ไปถามที่คอลเซ็นเตอร์ของบัตรที่เราใช้อยู่ได้เลย แต่ถ้าอยากจะลองคำนวณด้วยตัวเองก็ทำได้
เราสามารถคำนวณหาจำนวนเงินที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในสกุลเงินต่างประเทศ (เบี้องต้น) ได้ เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของบริษัทบัตรเครดิต เช่น VISA MasterCard และ JCB ซึ่งแต่ละบริษัทอาจจะมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งสามารถดูสูตรการคำนวณ เว็บไซต์ที่จะเข้าไปคำนวณ วิธีการ และตัวอย่างการคำนวณ ได้จากกราฟฟิกประกอบ
แต่ไม่ว่าจะมีสูตรและวิธีการคำนวณที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เราต้องรู้เหมือนกัน คือ เราต้องจ่ายค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินอยู่กี่เปอร์เซ็นต์จากการใช้บัตรเครดิตใบนี้ เพราะค่าธรรมเนียมที่ต่างกันมีผลต่อยอดเรียกเก็บ เช่น
ใช้บัตรเครดิต VISA ที่ญี่ปุ่น 1 แสนเยน บันทึกรายการวันที่ 1 พ.ย. 2557 ถ้าค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินเท่ากับ 0% ยอดเรียกเก็บจะอยู่ที่ 29,778 บาท แต่ถ้าค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินเท่ากับ 2.5% ยอดเรียกเก็บจะเพิ่มเป็น 30,523 บาท ต่างกันอยู่ 745 บาท
ทั้งสองจำนวนนี้ก็ยังสูงกว่า ถ้านำจำนวนเงินนี้ไปเปรียบเทียบกับค่าเงินเยนอัตราขายถัวเฉลี่ยที่ ธปท. ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2557 ที่อยู่ที่ 29.8909 บาท/100 เยน หรือถ้าใช้ไป 1 แสนเยน จะเท่ากับ 29,890 บาท
นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่จะนำมาคำนวณหาจำนวนเงินที่ถูกเรียกเก็บ จะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันที่เรียกเก็บ หรือวันที่บันทึกรายการ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วันที่เราใช้บัตรเครดิตก็ได้ ซึ่งบริษัท บัตรกรุงไทย แนะนำว่า ถ้าไม่รู้วันที่เรียกเก็บ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อประมาณการก็ได้
เมื่อเปรียบเทียบสูตรและการคำนวณของบริษัทบัตรเครดิต 3 ราย ได้แก่ VISA MasterCard และ JCB จะรู้สึกว่า VISA จะออกแบบเครื่องคำนวณให้ใช้งานง่ายมากกว่า เพราะแค่เลือกสกุลเงิน ใส่ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน เลือกวันที่ จากนั้นก็คลิกปุ่ม ระบบจะคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนออกมาให้เรียบร้อย
จากนั้นเราก็แค่นำอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้ไปคูณกับจำนวนเงินสกุลต่างประเทศที่เราใช้ไป เท่านี้ก็จะได้จำนวนเงินที่เราต้องจ่าย
ในขณะที่ MasterCard และ JCB มีสูตรและวิธีการคำนวณที่ใกล้เคียงกัน และดูเหมือนจะยุ่งยากขึ้นมาอีกเล็กน้อย คือ เราต้องคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงินที่ใช้ไปทั้งหมดก่อน (จากการบวกลบคูณหารตามตัวเลขค่าเงินที่แต่ละบริษัทกำหนดให้) จากนั้นจึงนำไปคูณกับค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินอีกทีหนึ่ง
และจากการทดลองคำนวณจากยอดใช้จ่าย 1 แสนเยน โดยมีวันเรียกเก็บวันเดียวกัน คือ วันที่ 31 ต.ค. 2557 และกำหนดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินเท่ากันที่ 2% จะได้จำนวนเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย
บัตร VISA ยอดรวมเท่ากับ 30,519.8 บาท
บัตร MasterCard ยอดรวมเท่ากับ 30,009.43 บาท
บัตร JCB ยอดรวมเท่ากับ 30,346.37 บาท
แต่ยังไม่มีโอกาสทดลองคำนวณค่าเงินสกุลอื่นๆ ว่าถ้าเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นความแตกต่างจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบเดียวกันนี้หรือไม่ และไม่แน่ใจว่าความแตกต่างของการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนนี้จะมากพอที่มีผลต่อการเลือกหยิบบัตรเครดิตออกมาใช้หรือไม่
เพราะนอกจากค่าเงินที่แตกต่างแล้ว การเลือกหยิบบัตรเครดิตขึ้นมาใช้แต่ละครั้งยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านต่างๆ โปรโมชั่น คะแนนสะสม อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ
แต่อย่างน้อยขอให้รู้จักและเตรียมใจพร้อมรับกับค่าธรรมเนียมจากการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ รวมทั้งการซื้อสินค้าในสกุลเงินต่างประเทศ จะได้ไม่ตกใจเมื่อมียอดเรียกเก็บมาถึงบ้าน







