posttoday
โค้งสุดท้าย...นโยบายดอกเบี้ยต่ำ

โค้งสุดท้าย...นโยบายดอกเบี้ยต่ำ

08 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%

โดยให้เหตุผลความเสี่ยงเศรษฐกิจต่างประเทศ และปัญหาทางการเมืองกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดอกเบี้ยหลังจากนี้คงไม่ราบเรียบเหมือนเดิม เมื่ออัตราเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป อีกทั้ง ธปท. ก็ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจสะเทือนจากการชุมนุมทางการเมืองไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้

ทำให้ บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. และศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจหลายสำนัก ออกมาฟันธงว่า การประชุม กนง. ครั้งต่อไปในวันที่ 14 ก.ค. น่าจะ เป็นจุดสิ้นสุดของยุคดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2552

ผลที่ตามมา คือ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามต้นทุนที่สูงขึ้น

จงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นดอกเบี้ยเงินกู้ขยับขึ้นในปี 2554 แต่ต้องรอทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ในช่วงไตรมาส 3 อีกครั้ง เนื่องจากทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธปท. ได้เลื่อนออกมา

ทั้งนี้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์นั้น จะพิจารณาตามดอกเบี้ยนโยบาย หากดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับขึ้นธนาคารพาณิชย์ก็จะพิจารณาปรับดอกเบี้ยตาม แต่จะเป็นการปรับดอกเบี้ยเงินฝากก่อน และทิ้งช่วงเพื่อปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเท่ากับว่า หากดอกเบี้ยนโยบายเลื่อนออกไปอีก การปรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ก็จะยืดระยะเวลาออกไป

“ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ ยังไม่ขยับตามทันที ต้องทิ้งช่วง ซึ่งมีโอกาสถ้าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขยายเวลาออกไป ก็ไม่แน่ใจสิ้นปีจะมีการขยับดอกเบี้ยธนาคารหรือไม่ เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ เงินฝาก ยังมีความหนืด ยังไม่เร่งปรับตัว” จงรัก กล่าว

สำหรับการออกผลิตภัณฑ์ตั๋วบี/อีของธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้ ก็เป็นการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย เมื่อธนาคารต้องล็อกดอกเบี้ยเงินฝากต้นทุนต่ำ ก่อนดอกเบี้ยจะเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นในไม่ช้า

ขณะที่การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่ออกขายช่วงนี้เช่นกัน ก็จะมีจุดประสงค์อีกอย่าง คือ การเสริมเงินกองทุนขั้นที่ 2

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กลับมองต่างมุม ไม่เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะทิ้งช่วงระยะเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากยาวไปถึงปีหน้า หาก ธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ส.ค. จากนั้นระบบธนาคารพาณิชย์ก็คงปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากตามทันที

“ตัวอย่างที่ผ่านๆ มา ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที หรือไม่ก็ทิ้งช่วงไม่นาน” เศรษฐพุฒิ กล่าว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เก็บข้อมูลเปรียบเทียบการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การปรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์มักขยับทันที หรือในเวลาใกล้เคียงกับการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ยกเว้นครั้งเดียวตอนกลางปี 2547

จากข้อมูลในอดีต ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) มักจะขยับประมาณครึ่งหนึ่งของการเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เช่น ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 1% เอ็มแอลอาร์จะขึ้นราว 0.5%

ขณะที่ดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือน มักจะปรับประมาณ 3 ใน 4 ของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เช่น ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 1% ดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือน จะปรับขึ้น 0.75%

ข้อมูลของธนาคารไทยพาณิชย์ จึงบ่งชี้อีกทางว่า ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้สวมบทใจดี แบกต้นทุนดอกเบี้ยให้ลูกค้าได้นานอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังอย่างไรก็ดีศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า ธปท.ยังไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้าในเดือนก.ค. เนื่องจากมองว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล แต่เชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยคาดว่า ธปท.จะปรับขึ้นราว 0.50% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ติดลบจะส่งผลกระทบต่อการออมของประเทศในระยะยาว ซึ่งคาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือน ส.ค.แม้ว่าธปท.ยังคงเน้นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ดูจากระดับราคาสินค้าโดยรวมยังไม่มีสัญญาณการเร่งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันที่แม้ว่าจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ความกังวลจากปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป และแรงกระตุ้นภาคการคลังที่แผ่วลงของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันไม่เร่งตัวมากนัก ขณะที่ราคาสินค้าอื่นๆ ยังไม่มีแรงกดดันที่จะปรับเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

เนื่องจากคาดว่าผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองน่าจะเริ่มคลี่คลาย และมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ของภาครัฐน่าจะส่งผลให้การบริโภคกลับมาฟื้นตัว

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ก็ใช่ว่าจะส่งผลในเชิงบวกกลับมายังธนาคารในรูปส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หากภาวการณ์บริโภคในประเทศยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะการจับจ่าย และการลงทุนภาคเอกชน เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น ก็คือต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง การกู้เงินก็ดูจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าต้องคิดมากกว่าเดิมหลายเท่า

ตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า ขณะนี้ความต้องการสินเชื่อยังมีไม่มาก อีกทั้งดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ขณะนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับสูง และยังไม่เห็นสภาพคล่องในระบบหายจนกระทั่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก คงมีเพียงปัจจัยเงินเฟ้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับ ธปท. ว่าจะพิจารณาการประชุมดอกเบี้ยนโยบายในครั้งหน้าอย่างไร

“หาก ธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็เชื่อว่าจะเห็นธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม โดยประเมินทั้งปี ธปท. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไม่เกิน 0.5%” ตรรก กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ