posttoday
คืนความเชื่อมั่นสู่ประเทศไทย ด้วยการเริ่มต้นปฏิรูปภาษี

คืนความเชื่อมั่นสู่ประเทศไทย ด้วยการเริ่มต้นปฏิรูปภาษี

08 มิถุนายน 2553

....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ผมได้เขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับเรื่องผลของความสมบูรณ์ของสัญญาเกี่ยวกับโมฆกรรมและการไม่มีผลผูกพันตีพิมพ์กว่า 2 เดือน พอๆ กับระยะเวลาการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม นปช. ซึ่งหลังจากวิกฤตร้ายแรงที่เพิ่งผ่านพ้นประเทศไทยที่เป็นที่รักของพวกเราทุกคนได้รับความเสียหายอย่างหนักอย่างไม่เคยมีมาก่อนตลอดเวลา 2 เดือนในการชุมนุม และการจลาจลได้ทำร้ายประเทศไทยของพวกเราทุกคน ทำให้ประเทศไทยได้เสียศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกและสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศไปอย่างน่าเสียดาย

ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งรู้สึกผิดหวังเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และถือได้ว่าเป็นความผิดร่วมกัน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความผิดของพวกเราส่วนใหญ่ที่อยู่นิ่งเฉย (“พลังเงียบ”) ปล่อยให้บุคคลบางกลุ่มบางเหล่าอ้างว่าเขาชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อคนไทยทุกคน โดยพลังเงียบเหล่านี้ไม่ได้แสดงบทบาทหรือรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็งจนกระทั่งล่วงเลยจุดที่จะมีการตกลงกันได้ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดของพวกกลุ่มผู้ก่อการประท้วงชุมนุมโดยผิดกฎหมาย แต่อ้างสันติวิธีอหิงสาโดยอ้างแต่สิทธิแต่ไม่เคยรู้ว่าตนเองมีหน้าที่อะไร แถมยังมีคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนสนับสนุนอีกด้วย และส่วนหนึ่งก็คือรัฐบาลที่ปล่อยให้การทำผิดกฎหมายยืดเยื้อยาวนานโดยไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมและมาตรฐานเดียวกัน ผมคิดว่าเป็นความผิดร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย แต่จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง วันนี้เราจึงไม่ควรจะมาชี้นิ้วว่าใครผิด เพราะเมื่อเรามีความสูญเสียแล้ว ประเทศของเราก็จะต้องเริ่มก้าวใหม่ การปรองดองหาทางออกจึงเป็นสิ่งที่สมควร ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านรวบรวมพลังและกำลังใจต่างๆ ก้าวเดินกันไปเพื่อพัฒนาประเทศไทยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นความสงบเรียบร้อยของประเทศคืนมา และทุกคนควรจะต้องมีส่วนร่วมและแสดงความเห็นในเรื่องด้วย ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและขอให้เราทุกคนเปิดใจกว้าง “ฟัง” ให้มากขึ้น โดยควรฟังจากทุกฝ่ายไม่ใช่ฟังเฉพาะในสิ่งที่อยากจะฟัง และเมื่อฟังแล้วก็นำไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณามาตรการการปรองดองของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข้อหนึ่งคือ การดำเนินการเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของประชาชน ผมคิดว่าเรื่องภาษีอากรเป็นเรื่องที่สำคัญในการที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยได้ การเร่งรัดการปฏิรูปภาษีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับแผนปรองดองในการที่จะนำภาษีอากรมากระจายรายได้อย่างเป็นธรรมต่อไป โดยรัฐบาลต้องเร่งนำเรื่องการปฏิรูปภาษีให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยมีการศึกษาเรื่องนี้มามากแล้ว รัฐบาลควรกำหนดแผนการปฏิรูปภาษีไทยให้ชัดเจน โดยเร่งรัดให้สัมฤทธิผลโดยด่วน เพราะนอกเหนือจากการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแล้ว การสร้างความเข้มแข็งให้กับเอกชนไทย และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในเมืองไทยในการสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย หรือการเยียวยาของผู้ประสบความเสียหายจากเหตุการณ์จลาจลและการชุมนุมโดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าและกิจการท่องเที่ยว การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะนำมาพิจารณาและดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ โดยผมจะนำมาพิจารณาต่อไปในอนาคต

บทความในวันนี้ผมจะขอนำเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีอากรที่รัฐบาลประกาศใช้ในช่วงหลังวิกฤตของประเทศ 2 มาตรการ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาล คือ

1.ปรับปรุงเพิ่มเติมมาตรการการส่งเสริม สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า “Regional Operating Head Office (ROH)” ที่ทางรัฐบาลได้เสนอมาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมให้ทั้งบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติที่มีการทำธุรกรรมให้บริการดังต่อไปนี้ คือ ธุรกิจการบริหาร งานทั่วไป การวางแผนทางธุรกิจ และการประสานงานทางธุรกิจ ธุรกิจจัดการวัตถุดิบและชิ้นส่วน ธุรกิจวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจด้านการสนับสนุนด้านเทคนิค ธุรกิจการส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย ธุรกิจด้านการบริการงานบุคคลและการฝึกอบรมในภูมิภาค ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการเงิน ธุรกิจการวิเคราะห์และวิจัยด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ธุรกิจจัดการและควบคุมสินเชื่อ และธุรกิจให้การสนับสนุนอื่นๆ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศ ให้แก่บริษัทในเครือให้เข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทย โดยรัฐบาลได้เสนอปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น การให้ยกเว้นภาระภาษีของเงินได้ที่ ROH ได้รับจากบริษัทต่างประเทศจากการให้บริการข้างต้นโดยได้รับยกเว้นภาษีเป็นเวลา 15 ปี (จากเดิมที่เก็บภาษี 10%) และเงินได้ที่ได้รับจากการให้บริการกับบริษัทในเครือในประเทศไทยเสียภาษีในอัตรา 10% (แต่เดิมหากยอดรวมรายได้มาจากในประเทศก็จะเสียภาษี 30%) และการที่ให้พนักงานต่างประเทศได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยเสียภาษีในอัตรา 15% เป็นเวลา 8 ปี (จากเดิม 4 ปี)

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนปรนเงื่อนไขและการดำเนินธุรกรรมเงินตราสกุลต่างประเทศของ ROH ให้มีความง่ายมากขึ้น เช่น อนุญาตให้โอน กู้ หรือยืมเงินสำหรับธุรกิจในเครือเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น รวมถึงการปรับปรุงเงื่อนไขรายละเอียดให้สะดวกขึ้น เช่น การจัดตั้งบริษัทในเครือต่างประเทศ 3 บริษัท ก็ให้เวลาจัดตั้งไปถึง 5 ปี โดยปีที่ 12 เป็น 1 ประเทศ ปีที่ 34 2 ประเทศ และปีที่ 5 อีก 1 ประเทศ การใช้บริษัทเดิมโดยเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนในแต่ละปี การยกเว้นเรื่องยอดรวมรายได้จากต่างประเทศ

โดยสิทธิประโยชน์นี้จะใช้ได้ทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศก็จะได้ประโยชน์โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2553 โดยจะต้องยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผมจึงขอให้ผู้อ่านได้ติดตามและพิจารณาใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวด้วยและมีการพูดกันว่าการลดอัตราภาษีเช่นนี้เป็นการลดให้บริษัทต่างประเทศให้เหลือ 20% หรือ 10% ทำให้บริษัทไทยซึ่งต้องเสียภาษี 30% แข่งขันไม่ได้ แต่ความจริงแล้วบริษัทไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศก็จะสามารถใช้ประโยชน์สิทธิประโยชน์เพื่อให้แข่งขันได้เพราะหากมีการวางแผนภาษีดีแล้ว บริษัทไทยดังกล่าวก็จะเสียภาษีจากเงินได้ในเมืองไทยประมาณ 20% และได้รับยกเว้นรายได้จากต่างประเทศ ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปโดยลดอัตราภาษีของบริษัทไทยที่จะเสียภาษีในอัตรา 20% จึงเป็นอัตราที่เหมาะสม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ