
ยกทัพลงทุนอาเซียน
ชี้จุดเด่นซัพพลายเชนพร้อมต้นทุนผลิตถูกไต้หวันย้ำเมืองไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญ
ชี้จุดเด่นซัพพลายเชนพร้อมต้นทุนผลิตถูกไต้หวันย้ำเมืองไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญ
เอเชียตะวันออกเล็งยกทัพบุกอาเซียน เหตุต้นทุนถูกซัพพลายเชนพร้อม เชื่อไทยยังเป็นผู้นำ
นายสแตนลีย์ กัง ประธานหอการค้าต่างประเทศ สมาคมการค้าระหว่างไทยไต้หวัน เปิดเผยว่า ขณะนี้ไต้หวันมีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจมายังประเทศทางใต้ของไต้หวัน หรือลงมาทางอาเซียน เนื่องจากในอดีตไต้หวันมีการลงทุนในจีนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันค่าแรงของจีนสูงขึ้น ขณะที่อาเซียนยังมีต้นทุนค่าแรงถูกส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ อาเซียนมีห่วงโซ่อุปทานระดับโลกพร้อมสำหรับอุตสาหกรรม มีการพัฒนาด้านวิจัยและการพัฒนา เป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มเติบโตด้วย
ทั้งนี้ บริษัทไต้หวันได้ทยอยเข้ามาลงทุนในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามแล้ว โดยเฉพาะเวียดนาม น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะอยู่ในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP) ด้วย และในปี 2561 จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในพม่า และหลังจากนั้นจะเป็นกัมพูชา
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไทยจะยังเป็นผู้นำและเป้าหมายสำคัญของการลงทุนของไต้หวัน เพราะไทยเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญในหลายอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์ และมีความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ สูงด้วย
ด้าน นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจจีนจะเข้ามาลงทุนในอาเซียนจำนวนมาก โดยมาจาก 3 เหตุผลหลัก ได้แก่ 1.อาเซียนมีความสามารถในการผลิตสูง เพราะมีทรัพยากร 2.อาเซียนมีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าจีน และ 3.เศรษฐกิจจีนกำลังฝืดตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องออกไปลงทุนภาคก่อสร้างในอาเซียน
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอาเซียน ณ ปี 2556 มีมูลค่า 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยญี่ปุ่นลงทุนประมาณ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 20% ขณะที่จีนลงทุนประมาณ 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 11%
ทั้งนี้ แม้ในอาเซียนบางประเทศจะยังมีความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบ เช่น ในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี แต่เชื่อว่าในระยะ 5 ปี ปัญหาดังกล่าวจะสามารถจัดการได้และไม่เป็นปัญหาแก่นักลงทุน
ขณะที่ นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า หากอาเซียนเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ รัสเซีย และสหภาพยุโรป จนเป็นอาเซียนบวก 9 ได้จะมีประโยชน์มาก เพราะเป็นกลุ่มที่มีเศรษฐกิจรวมกัน 80% ของเศรษฐกิจโลกหรือหากร่วมมือกับกลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ด้วย ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์มาก







