
เสี่ยงน้อยลง
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 816 ราย จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง พบว่า เอสเอ็มอีในสัดส่วน 13.2% คาดว่า ธุรกิจจะขาดทุนหรือคิดเป็นจำนวน 3.6 แสนราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2.74 ล้านราย
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 816 ราย จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง พบว่า เอสเอ็มอีในสัดส่วน 13.2% คาดว่า ธุรกิจจะขาดทุนหรือคิดเป็นจำนวน 3.6 แสนราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2.74 ล้านราย
ผลจากการให้ผู้ประกอบการประเมินผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก พบว่า โดยภาพรวมแล้ว 11.3% ระบุว่า จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 41% กำไรใกล้เคียงกัน 34.5% และอีก 13.2% ระบุว่าขาดทุน โดยสัดส่วนผู้มีกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1) ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม คิดเป็น 15.2% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มนี้ 2) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอาหาร คิดเป็น 12% ของ ผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มนี้ และ 3) ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งคิดเป็น 10% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มนี้
ที่น่าสังเกตก็คือกลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนของ ผู้ประกอบการที่ขาดทุนสูงที่สุด โดยคิดเป็น 15% ของผู้ประกอบการ ทั้งหมดในกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับผู้ประกอบการที่ขาดทุนในภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม
สำหรับเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาขาดทุนทางธุรกิจในสัดส่วน 3.6 แสนรายนี้ ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีจำนวนแรงงานประมาณ 5 ราย แต่ไม่เกิน 50 ราย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยบอกว่า ปีนี้เอสเอ็มอีเสี่ยงปิดกิจการถึง 7 แสนราย แต่พอผ่านไปครึ่งปีแม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ดีขึ้น แต่ยอดเอสเอ็มอีที่เสี่ยงขาดทุนมีน้อยลงจากที่ประมาณการไว้เมื่อต้นปี เป็นเพราะผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถปรับตัวได้เร็ว เมื่อทำธุรกิจหนึ่งไม่ดีก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น ยกเว้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวที่หายไปจากการประกาศใช้กฎอัยการศึก
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นภาพของเอสเอ็มอีไทยที่ค่อนข้างปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และจากผลสำรวจถึงแผนการลงทุนของเอสเอ็มอีไทยใน ปีหน้า จะมุ่งลงทุนเทคโนโลยีสารสนเทศมากสุด 26.3% เพื่อรองรับการทำธุรกิจแบบอีมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งใช้งบประมาณลดลงและสามารถทำตลาดได้ ทั่วโลก
ถือเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีในปี 2558 เป็นต้นไป







