
ดันก่อสร้าง-โลจิสติกส์-อะไหล่รถบุกพม่า
เอกชนฟันธงปีหน้า ปีทองก่อสร้างโลจิสติกส์อะไหล่ยนต์บุกพม่า ห่วงกฎหมายชัดเจนเป็นดาบสองคม
เอกชนฟันธงปีหน้า ปีทองก่อสร้างโลจิสติกส์อะไหล่ยนต์บุกพม่า ห่วงกฎหมายชัดเจนเป็นดาบสองคม
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานสภาธุรกิจไทยพม่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2558 น่าจะเป็นโอกาสสำคัญของ 3 กลุ่มธุรกิจที่สนใจจะบุกตลาดพม่า ได้แก่ 1.ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ทั้งอิฐ หิน ปูนทราย และวัสดุอื่นๆ จะได้รับการตอบรับสูงมาก เนื่องจากปี 2558 จะมีการก่อสร้างในพม่าจำนวนมาก 2.ธุรกิจโลจิสติกส์ทุกประเภท เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งสินค้าในพม่ายังไม่ดีมากนัก แต่แนวโน้มต้องการการขนส่งสินค้ามากขึ้น
3.ธุรกิจชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ สังเกตได้ว่าขณะนี้ชาวพม่านำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นผ่านด่านชายแดนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและกำลังซื้อของชาวพม่าที่สูงขึ้น
“พม่าอาจเป็นประเทศที่มีเศรษฐีจำนวนไม่มากนัก แต่คนที่เป็นเศรษฐีคือคนที่รวยจริง ซื้อจริง ใช้จ่ายจริง ตอนนี้จะเห็นว่ามีรถยนต์ใหม่อยู่ในพม่าเต็มไปหมด สินค้าชิ้นส่วนอะไหล่ยนต์ ตลอดจนร้านรับซ่อมน่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก” นายปณิธาน กล่าว
สำหรับภาพรวมของพม่าในปี 2558 น่าจะเป็นปีที่กฎหมายด้านต่างๆ มีความแน่นอนและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นดาบสองคม ส่งทั้งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจไทย ในแง่ผลดีจะช่วยให้คนไทยทราบกฎหมายที่ชัดเจนและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เกิดประโยชน์ในอนาคตได้ ในแง่ผลเสีย คือทุกชาติจะมีโอกาสเท่าเทียมมากขึ้น จากเดิมที่ไทยอาจมีโอกาสการดำเนินธุรกิจกับพม่ามากกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ใน 2 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในระดับสากล และ 2.ด้านภาษาต่างประเทศ แม้บางเรื่องที่ดำเนินการอาจไม่เกิดผลในทันที แต่อาจเกิดผลดีในระยะยาว 1015 ปีข้างหน้า เชื่อว่าเอสเอ็มอีคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและภูมิภาคให้แข็งแกร่ง หากมีระบบที่ดีสนับสนุนเอสเอ็มอีให้พร้อมไปบุกตลาดต่างประเทศ ก็จะช่วยให้ประเทศแข็งแกร่งด้วย







