
เอสเอ็มอีไทยเจอคู่แข่งไล่บี้
จ่อหลุดอันดับ3เวียดนามอินโดฯขยับแนะรัฐเร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพภาษาทุน
จ่อหลุดอันดับ3เวียดนามอินโดฯขยับแนะรัฐเร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพภาษาทุน
เอสเอ็มอีไทยจ่อหลุดอันดับ 3 ในอาเซียน ถูกคู่แข่งไล่แซง แนะรัฐเสริมศักยภาพ
อยู่อันดับ 3 อาเซียน ชี้ใกล้ถูกประเทศคู่แข่งแซงหน้าในเร็ววัน ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาภาษา
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศต่อความพร้อมในการทำธุรกิจในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พบว่าเอสเอ็มอีไทยมีความสามารถผลิตสินค้า การทำธุรกิจ และการแข่งขัน อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน แต่มีโอกาสที่จะถูกประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แซงหน้าในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับเอสเอ็มอีอันดับหนึ่งในอาเซียน คือ ประเทศสิงคโปร์ อันดับสอง มาเลเซีย ส่วนอันดับสี่ เวียดนาม อันดับห้า อินโดนีเซีย และอันดับหก ฟิลิปปินส์ โดยเอสเอ็มอีในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ชัดเจน ทั้งให้เงินทุนสนับสนุน ให้ความรู้การทำธุรกิจต่างๆ กรณีมาเลเซียมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีระยะสั้น 5 ปี และระยะยาว 50 ปี
นอกจากนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นของนายจ้างในอาเซียน ต่อความคาดหวังในการทำงานของแรงงาน พบว่า ค่าเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 15% ส่วนกัมพูชาอยู่ที่ 12% แต่ไทยอยู่ที่ 45% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน 3 เท่า แสดงให้เห็นว่า นายจ้างในไทย ส่วนใหญ่ได้แรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ โดยเป็นผลมาจากการกำหนดนโยบายพัฒนาแรงงานในประเทศที่ไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการเปิดเออีซีที่จะมีผลทางการในปลายปี 2558 โดยมีสัดส่วน 80% ที่ยังไม่พร้อม โดยปัญหาของเอสเอ็มอีไทยที่ไม่พร้อมมากสุดคือ 1.ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ 2.ความสามารถในการใช้ภาษาอื่นในอาเซียน 3.กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจอาเซียน 4.การจัดการความเสี่ยงจากการส่งออกและนำเข้า 5.แหล่งเงินทุน และ 6.แผนการทำตลาด
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น จะเลือกส่งเสริมเอสเอ็มอีบางกลุ่มที่มีศักยภาพเท่านั้น ขณะที่สัดส่วนของเอสเอ็มอีต่อขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 57% บริษัทใหญ่อยู่ที่ 43% แตกต่างจากประเทศไทยที่ขนาดของเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 33%
สำหรับปี 2558 ประเมินว่าจะมีธุรกิจเปิดกิจการใหม่ประมาณ 78% ของจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่มีอยู่ 2.74 ล้านกิจการ โดยการเปิดธุรกิจใหม่ถือว่าชะลอตัวลง จากปีนี้ที่มีเอสเอ็มอีเปิดกิจการใหม่ 10% และมีเอสเอ็มอีปิดกิจการ 1015% เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายให้ความระมัดระวังทำธุรกิจสูงสุด และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่รุนแรง อีกทั้งในปีนี้การเปิดธุรกิจใหม่บางส่วนมาจากกลุ่มที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีและหางานไม่ได้ ที่มีในประเทศประมาณ 34 แสนคน







