posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

12 พฤศจิกายน 2557

ส่งสายตรวจเช็กจานด่วน

ส่งสายตรวจเช็กจานด่วน

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลังการตรวจเยี่ยมการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ ณ ร้านอาหารข้าวแกงปักษ์ใต้ ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมการค้าภายในออกสุ่มตรวจราคาอาหารปรุงสำเร็จทั่วประเทศ เพื่อติดตามดูแลราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา จนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากต้นทุนในการผลิตอาหารไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ยังไม่พบร้านอาหารปรุงสำเร็จที่ปรับราคาขึ้น เกินกว่าราคาแนะนำที่ 3035 บาท

“จากการสำรวจพบว่าร้านค้ายังขายอาหารปรุงสำเร็จตามราคาแนะนำ คือ กับข้าว 2 อย่าง 3035 บาท แต่ยอมรับมีบางพื้นที่ ที่ขายอาหารราคาสูง เพราะต้นทุนค่าเช่าที่สูง บางแห่งใช้วัตถุดิบราคาแพง ซึ่งก็ต้องเห็นใจผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละพื้นที่ก็มีร้านอาหารปรุงสำเร็จและร้านหนูณิชย์พาชิม ที่จะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จราคาถูกเมนูละ 2535 บาท ซึ่งปัจจุบัน มีร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการหนูณิชย์พาชิมแล้วทั้งหมดกว่า 2,019 ร้านค้าทั่วประเทศ

ส่วนการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มที่ได้ปรับขึ้นมาต่อเนื่องทุกเดือนนั้น มีผลกระทบต่อราคาอาหารปรุงสำเร็จเพียง 3 สตางค์ต่อจานเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลในการใช้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคา

นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า กรมฯ กำลังติดตามการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของกระทรวงพลังงานที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพ.ย.2557 อย่างใกล้ชิด รวมทั้งรอมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่าจะมีการปรับโครงสร้างอย่างไรบ้าง เพราะอาจมีผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้า โดยเฉพาะหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ก็จะกระทบต่อการขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมาก เช่น ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้

นอกจากนี้ ในสิ้นเดือนพ.ย.2557 จะหมดช่วงการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคาสินค้าเข้ามา และเชื่อว่า หากต้นทุนไม่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็จะยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น

“คมนาคม” สั่งสนข.รวบรวมข้อมูลการจัดเก็บค่าผ่านทางของการทางพิเศษกรมทางหลวง ส่งกรมสรรพากรหาวิธีการจัดเก็บภาษีหลังเชื่อมต่อระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติระหว่างทางด่วนมอเตอร์เวย์

ชงเก็บภาษีค่าผ่านทาง

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรณีภายหลังการประชุมระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)กับกรมทางหลวง(ทล.) เรื่องการดำเนินงานจัดทำระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติหรืออีซี่พาส ให้เป็นใบเดียวกันเพื่อใช้เชื่อมโยงไปถึงการทำระบบตั๋วร่วมในอนาคต ว่า ขณะนี้เหลือเพียงความชัดเจนในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต บริเวณทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 มอเตอร์เวย์สายกรุงเทพฯชลบุรี และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 มอเตอร์เวย์กาญจนาภิเษกด้านตะวันออก ของกรมทางหลวง ที่จะเชื่อมกับทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

ทั้งนี้ เนื่องจาก กรมทางหลวงยืนยันที่จะไม่เก็บ แวต ก็ถือว่าไม่ผิดกฏหมาย เพราะเป็นหน่วยงานรัฐ และหากทางกทพ.จะต้องเก็บแวต ต่อไปก็สามารถทำได้เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจและดำเนินกิจการในรูปแบบเชิงพาณิชย์ เพราะทั้ง 2 องค์กรมีหน้าที่ส่งรายได้เข้ารัฐเหมือนกัน แต่ประเด็นที่ต้องการความชัดเจน คือ ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) รวบรวมฐานข้อมูลเรื่องการเก็บค่าผ่านทางของทั้ง 2 องค์กรให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับผู้ที่ดำเนินการด้านระบบไอที และต้องให้กรมสรรพากรหาวิธีการจัดเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในส่วนของกทพ.มีผู้ใช้บริการอีซี่พาสประมาณ 8 แสนใบ และภายในสิ้นปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มยอดผู้ใช้บริการอีซี่พาสเป็น 1 ล้านใบ

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กรณีการจ่ายชดเชยค่าใช้เขตทางของร.ฟ.ท.ในการก่อสร้างทางด่วน สายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ว่า ตัวแทนร.ฟ.ท.รับข้อเสนอที่กทพ.จะจ่ายเงินค่าชดเชยการใช้เขตทางก่อสร้างทางพิเศษ สายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เสนอให้คณะกรรมการร.ฟ.ท.พิจารณาวงเงินกว่า 1,500 ล้านบาท โดยกทพ.ได้ตั้งงบรายจ่ายปี 2558 ไว้จำนวน 1,200 ล้านบาท จากนั้นจะเร่งตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้ร.ฟ.ท.ต่อไปจนครบจำนวน

“หลังจากทั้งสององค์กรรับข้อเสนอการจ่ายเงินค่าชดเชยการใช้เขตทางแล้ว ต่อไปตัวแทนของการรถไฟฯ จะรายงานข้อมูลต่างๆให้บอร์ดการรถไฟฯ ทราบและจะมีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างการทางพิเศษฯและการรถไฟฯ เพื่อจ่ายเงินชดเชยค่าเขตทางก่อสร้างทางด่วนสายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครต่อไป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับการจ่ายชดเชยค่าก่อสร้างทางด่วน สายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่เขตสร้างทางด่วนสายศรีรัชวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร บริเวณที่เป็นตอม่อ และบริเวณที่เป็นเชิงลาดระดับพื้นดิน ทางกทพ.จะจ่าย 100% ส่วนบริเวณที่เป็นทางด่วนยกระดับเหนือพื้นดินกทพ.จะจ่าย 55 %

“กรมชลฯประกาศงดส่งน้ำทำนาปรังในพื้นที่ชลประทานเพิ่มอีก 8 เขื่อน พร้อมจ้างแรงงานชาวนาขุดลอกคูคลองต่อเนื่องจนหมดฤดูแล้ง เผยสถานการณ์น้ำเขื่อนใหญ่น่าห่วงปิดประตูระบายน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว”

8 เขื่อนงดส่งน้ำนาปรัง

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศงดส่งน้ำทำนาปรังเพิ่มเติมในพื้นที่ชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 เขื่อน คือ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนอุบลรัตน์ จ.อุบลราชธานี เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ส่วนในภาคเหนือ 1 เขื่อน คือ เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ และภาคกลาง1 เขื่อน คือ เพิ่มอีก 1 เขื่อนคือเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานีซึ่งได้ออกคำสั่งให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ เปิดรับสมัครจ้างแรงงานเกษตรกร ซ่อมแซมระบบคูคลองชลประทาน ต่อเนื่องจนหมดฤดูแล้งนี้ เพื่อมีรายได้ทดแทนช่วงงดทำนาปรัง ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใช้งบกว่า 4 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่าในพื้นที่ภาคกลางพบชาวนาปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องและนาปรังไปแล้วประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งน่าเป็นห่วงชาวนาที่ลงทุนไปแล้วต้องเสี่ยงอาจเกิดความเสียหาย เพราะไม่มีน้ำปล่อยน้ำเข้าระบบพื้นที่ชลประทาน หากปีนี้นำน้ำต้นทุนไปใช้มาก อาจจะต้องเลื่อนฤดูทำนาปีออกไปซึ่งในปี 56 เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เพราะชาวนาไม่เชื่อฟังปลูกข้าวนาปรังเกินแผนไปถึง8 ล้านไร่ และปริมาณฝนต้นฤดูมีน้อยจึงกระทบต่อการเพาะปลูกในฤดูใหม่ต้องล่าช้า อย่างไรก็ตามยังมีชาวนาที่ร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรัง และมาจ้างแรงงานกับกรมชลประทาน มีจำนวนมากกว่า เพราะปกติทุกปีในช่วงนี้ปลูกไปแล้ว 56 ล้านไร่

ด้านนายสมภพ สุจริต ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 2,368 ล้านลบม. หรือร้อยละ 24 ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,078 ล้านลบม.หรือร้อยละ 46 ซึ่งได้เริ่มปิดประตูระบายน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร 22 จ .แล้ว ตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย.58 เพื่อกันน้ำไว้สำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์ ผลักดันน้ำเค็ม เป็นภารกิจหลัก

นายสมภพ กล่าวว่าหากชาวนาไม่งดทำนาปรัง ก็ต้องเสี่ยงดวง อาจอาศัยน้ำนอนคลองหรือสามารถขุดเจาะน้ำบาดาลเพราะภาคกลางเป็นพื้นที่ราบลุ่มมีน้ำใต้ดินมาก ยืนยันว่ากรมชลประทานไม่ได้ห้ามทำนา แต่กรมชลฯจะไม่ส่งน้ำให้ จึงขอความร่วมมือเพราะไม่มีน้ำส่งให้กับนาปรัง ส่วนจะปลูกหรือไม่ เป็นเรื่องของชาวนาตัดสินใจเอง อย่ามาหวังพึงน้ำจากกรมชลฯเพราะปีนี้เรื่องน้ำจัดสรรให้พื้นที่เพาะปลูกลำบากมาก โดยเฉพาะการระบายน้ำจากเขื่อน ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำจะหายไปมหาศาลระหว่างทาง จึงต้องปิดประตูน้ำเพื่อให้ปริมาณน้ำลงมาถึงคลองปะปา ที่.จ.ปทุมธานี รวมทั้งดันน้ำเค็ม ที่เริ่มผลักดันแล้วเนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงตั้งแต่ต้นเดือนนี้เป็นต้นไป อีกทั้งในช่วงนี้ได้เตรียมตรวจสอบสภาพเขื่อนหลายแห่งที่มีปริมาณน้ำน้อยเพื่อเฝ้าระวังการแตกร้าว ในส่วนที่เป็นเขื่อนดินที่มีน้ำน้อยถึง 34 เดือน ซึ่งเป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพเขื่อนตามวงรอบปกติ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท