
ลงทุนอย่างไร เมื่อ QE ของสหรัฐ ถูกแทนที่ด้วย QE ของญี่ปุ่นและยุโรป
ในที่สุดนโยบายการกระตุ้นทางการเงินของสหรัฐ หรือ QE ก็มีอันจบลงภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ทำการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงประมาณ 6 ปี นับแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปลายปี 2008 เป็นเม็ดเงินอัดฉีดครั้งมโหฬารกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ควบคู่กับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีสภาพคล่องในระดับสูง ลดภาระหนี้สินให้กับภาคธุรกิจที่กำลังฝืดเคืองในเวลานั้น รวมถึงเอื้อให้ภาคธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินมาขยายกิจการได้ในต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ หลังจากทำการกระตุ้นด้วย QE มากว่าครึ่งทศวรรษ อัตราการว่างงานของสหรัฐกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้นจากที่เคยมีอัตราการว่างงานสูงถึงประมาณ 10% ได้ปรับตัวลดลงมาต่ำก ว่า 6% ขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มกลับมาเติบโตได้ดี เช่นเดียวกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ ทำให้ FED ตัดสินใจหยุดมาตรการ QE ในที่สุด
ในที่สุดนโยบายการกระตุ้นทางการเงินของสหรัฐ หรือ QE ก็มีอันจบลงภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ทำการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงประมาณ 6 ปี นับแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปลายปี 2008 เป็นเม็ดเงินอัดฉีดครั้งมโหฬารกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ควบคู่กับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีสภาพคล่องในระดับสูง ลดภาระหนี้สินให้กับภาคธุรกิจที่กำลังฝืดเคืองในเวลานั้น รวมถึงเอื้อให้ภาคธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินมาขยายกิจการได้ในต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ หลังจากทำการกระตุ้นด้วย QE มากว่าครึ่งทศวรรษ อัตราการว่างงานของสหรัฐกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้นจากที่เคยมีอัตราการว่างงานสูงถึงประมาณ 10% ได้ปรับตัวลดลงมาต่ำก ว่า 6% ขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มกลับมาเติบโตได้ดี เช่นเดียวกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ ทำให้ FED ตัดสินใจหยุดมาตรการ QE ในที่สุด
ในเวลาที่ผ่านมา เม็ดเงินที่เกิดจากการทำ QE ของ FED ส่วนหนึ่งได้ไหลไปสู่ตลาดการลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และโภคภัณฑ์ต่างๆ การหยุดทำ QE ย่อมต้องสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรต่อไปในวันที่สหรัฐหยุดเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินโลก อย่างไรก็ตามพัฒนาการล่าสุดที่เกิดขึ้นคือการใช้นโยบาย QE ของญี่ปุ่นและยุโรปที่เข้ามาแทนที่ QE ของสหรัฐ โดยล่าสุดญี่ปุ่นได้ประกาศเพิ่มปริมาณการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจาก 6070 ล้านล้านเยน เป็น 80 ล้านล้านเยน/ ปี หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ได้เริ่มดำเนินนโยบายเข้าซื้อตราสารหนี้สกุลยูโรเช่นกัน แต่ยังคงไม่กำหนดตัวเลขที่แน่นอน ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์กันว่าเม็ดเงินจะอยู่ที่ประมาณ 5 แสน1 ล้านล้านยูโรต่อปี เมื่อเรานำผลของ QE ของยุโรปและญี่ปุ่นรวมกัน จะพบว่าปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงินโลกในปี 2015 ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้แตกต่างยุค QE ของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดการเงินโลกในวัฏจักรรอบนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากช่วง QE ของสหรัฐที่ผ่านมา โดยในรอบที่ผ่านมาเมื่อสหรัฐพิมพ์เงินมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ราคาโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินสกุลอื่นๆ แข็งค่า สภาพคล่องไหลจากสหรัฐไปลงทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่มาในรอบนี้เมื่อการพิมพ์เงินทำโดยญี่ปุ่นและยุโรป ทำให้เงินเยนและเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้ทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งทองคำ น้ำมัน สินค้าเกษตร มีแนวโน้มลดลง ช่วยกดให้อัตราเงินเฟ้อโลกคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยเพราะไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และยังใช้ประเด็นเรื่องการป้องกันภาวะเงินฝืดเป็นเหตุผลในการอัดฉีดสภาพคล่องได้อีกด้วย ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟ้อต่ำ สภาพคล่องสูง เศรษฐกิจโตดีแบบนี้จัดได้ว่าเป็นภาวะที่เอื้อต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ เป็นอย่างดี
ผู้เขียนมองว่าในช่วงปลายปี 2014 ต่อเนื่องถึงปี 2015 ที่จะมาถึงจะยังคงเป็นปีที่ดีพอสมควรสำหรับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยในรอบนี้เม็ดเงินสภาพคล่องจากยุโรปและญี่ปุ่นน่าจะไหลไปทางสหรัฐมากที่สุด เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มสูงขึ้นและเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่เม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งน่าจะไหลไปทางเอเชีย เนื่องจากมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 67% ในปี 2015 แต่อาจไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดเงินตราเอเชียน้อยลง เนื่องจากแรงกดดันต่อค่าเงินเอเชียจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ สำหรับท่านนักลงทุนไทยที่นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศสกุลดอลลาร์ในช่วงนี้ อาจเหมาะกับการเลือกแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น ขณะที่หากท่านนำเงินไปลงทุนในญี่ปุ่นหรือยุโรปก็ควรจะเลือกแบบที่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าครับ







