
วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ น้ำมันปาล์มดิบอัตรากำไรสูง
“วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์” (VPO) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลพลอยได้
“วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์” (VPO) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลพลอยได้ รวมถึงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต ภายใต้การบริหารงานของ “กฤษดา ชวนะนันท์” กรรมการผู้จัดการ คนปัจจุบัน เตรียมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ทั้งหมด 236 ล้านหุ้น และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปลายเดือน พ.ย.นี้
หุ้นไอพีโอ 236 ล้านหุ้นบาท แบ่งเป็นหุ้นออกใหม่ 140 ล้านหุ้น และหุ้นที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนไม่เกิน 96 ล้านหุ้น บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ 70-80% ไปชำระคืนเงินกู้เพื่อลดภาระทำให้อัตราดอกเบี้ยที่มีหนี้อยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยลงเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 55 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เพราะมีแผนขยายกำลังการผลิตรองรับการเจริญเติบโตในอีก 35 ปีข้างหน้า
VPO เป็น 1 ใน 5 บริษัทของไทยที่กำลังการผลิตสูงสุดที่ 180 ตัน ของเมล็ดปาล์มต่อชั่วโมง เป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิตปาล์มขนาดใหญ่ที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง เนื่องจากมีปริมาณที่เพียงพอและมีมาตรฐานในการผลิตน้ำมันปาล์มสูง
บริษัทได้จัดตั้งบริษัทในเครือเพื่อจัดการเรื่องขนส่งเองเนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ประมาณ 100 กม. จากท่าเรือ ส่งผลให้ VPO ได้เปรียบในเรื่องความสามารถในการจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบไปยังต่างประเทศ เมื่อราคาน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่าตลาดโลก
จุดแข็งของบริษัท คือ มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูง
“หัวใจสำคัญของ VPO คือ การนำระบบคอมพิวเตอร์ซื้อฮาร์ดแวร์มาควบคุมระหว่างการผลิตทุกอย่าง และเมื่อทำได้แล้วก็ยังจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างยั่งยืน โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบแห่งแรกใช้คนเพียง 3540 คน โรงงานที่ 2 มีคนงาน 18 คน แต่ทั้งสองแห่งจะมีพนักงานเข้างาน 2 กะ จนสามารถทำได้ 120 ตันปาล์มต่อชั่วโมง จนปัจจุบันอยู่ที่ 180 ตันผลปาล์มทะลายต่อชั่วโมง นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญในการสื่อสารกับบุคลากรพร้อมกับการวางแผนงานในอนาคตที่ดีเอาไว้” กฤษดา กล่าว
ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงมาก สิ่งที่ VPO จะทำได้ คือ การรักษาต้นทุน ลดการเกิดการสูญเสียระหว่างการผลิต หรือเทียบเท่าเป็นศูนย์ (Zero Rejection) พร้อมขยายกำลังการผลิต เพิ่มปริมาณ ขณะที่ระบบไอทีจะบอกเลยว่า เหลืออีกกี่วันปาล์มนั้นจะสามารถตัดได้ที่ไหน อีกทั้งมีระบบการขนส่งที่ดี เพื่อรองรับทะลายผลปาล์มที่ได้รับจากผู้ปลูกทั้งหมด 700 ราย
บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีในช่วงวิกฤตที่กระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในปี 2554-2556 โดยในปี 2556 นั้นเกิดฝนแล้งทางภาคใต้เมื่อต้นปี และมีน้ำท่วมปลายปี กระทบต่อปริมาณผลผลิตปาล์มและจำกัดสภาพคล่องของน้ำมันปาล์มในตลาด
ครึ่งแรกปี 2554 มีการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในประเทศ ส่งผลให้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 25.8% จากปี 2553 แต่ในปี 2555 ปริมาณสินค้าคงคลังของน้ำมันปาล์มกลับเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 แสนตัน จากระดับปกติที่ 1.3 แสนตัน1.5 แสนตัน ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ 30.86 บาท
ทั้งนี้ แม้จะมีความผันผวนด้านราคาแต่บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 11%, 14.3% และ 12% ในปี 2553-2555 ตามลำดับ 15.4% ปี 2556 และ 24.5% ในไตรมาส 2 ปี 2557
บริษัทมีกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2557 ที่ 173 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าทั้งปี 2556 ที่ 172 ล้านบาท และปี 2555 ที่ 105 ล้านบาท
VPO มีรายได้ครึ่งแรกปี 2557 ที่ 1,445 ล้านบาท ปี 2556 อยู่ที่ 3,239 ล้านบาท แต่คาดว่าปี 2558 รายได้จะโตจากปีนี้ถึง 3040% สัดส่วนรายได้ 80% มาจากการขายน้ำมันปาล์มดิบ 16% จากการขายเมล็ดในปาล์ม 3% จากขายไฟฟ้าเพราะมีโรงไฟฟ้าขนาด 8.4 เมกะวัตต์ และอีก 1% จากผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้
VPO เน้นการขยายไปยังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่มีระบบขนส่งที่ดี โดยสิ่งที่จะได้เปรียบ คือ ปริมาณการส่งออกที่มากขึ้น จากปัจจุบันส่งออกไปประมาณ 70% โดยการเข้าตลาดหุ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและการเติบโตให้บริษัทอย่างมั่นคงในอนาคต ซึ่งเขาต้องการเป็นหุ้นที่มีทั้งการเติบโตและมีการจ่ายปันผลที่ดี ปัจจุบันขยายธุรกิจไปยังกลุ่มพลังงานทดแทนโดยการสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซชีวภาพที่จะผลิตเชื้อเพลิงจากของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต และในอนาคตมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังมวลชีวภาพ
“มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาการเงินและแกนนำการจำหน่ายหุ้น กล่าวว่า ปาล์มน้ำมันถือเป็นตัวตั้งต้นในสินค้าอุปโภคและบริโภคหลายอย่าง และยังเป็นพลังงานทดแทนอีก ปัจจุบันภาครัฐกำลังส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ปลูก และในอนาคตที่จะเปิดเออีซีจะส่งผลดีกับบริษัท เพราะจะช่วยภาวะการเก็งกำไรราคาขายปาล์มน้ำมันดิบในประเทศลง พร้อมกับการเพิ่มโอกาสในการส่งออกได้
ราคาเหมาะสม 3.20 บาท
บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งให้คำแนะนำซื้อหุ้น VPO ด้วยราคาพื้นฐานที่ 3.20 บาท เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายประการ แต่ VPO มีจุดแข็งกว่าบริษัทในกลุ่ม คือ การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี เพราะมีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงและโรงงานก็มีกำลังการผลิตที่สูง มีปริมาณวัตถุดิบที่มีเสถียรภาพป้อนเข้าโรงงาน และความสามารถในการส่งออก
VPO จะมีอัตราการเติบโตของของกำไรสุทธิปี 2558 ที่ 34.43% และ ปี 2559 ที่ 8.70% ซึ่งทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นเพราะได้เครื่องจักรใหม่มา ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตที่สูญเปล่าใกล้เคียงศูนย์ และช่วยลดต้นทุนการขายลงได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้อาจเติบโตเพียง 23% ใน 2 ปีข้างหน้า โดยสอดรับกับความต้องการปาล์มน้ำมันในตลาดโลก ที่อุตสาหกรรมเฉลี่ยมีการเติบโตต่อปี 2.5%
ภายหลังได้เงินระดมทุนจากการขายหุ้นไอพีโอและจดทะเบียนเข้า ตลท.แล้ว จะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เหลือเพียง 0.2 เท่า จากปัจจุบัน 0.9 เท่า และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ของบริษัทค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 15.9% ในปี 2559 จากปัจจุบัน 13.2% เพราะอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจากปี 2557 ที่ 15% 2558 ที่ 16% และเป็น 16.5% ในปี 2559 และที่ผ่านมาแม้ราคาปาล์มจะมีความผันผวน แต่อัตรากำไรขั้นต้นก็ยังอยู่ในระดับ 1114.3% และยังทำให้ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลงเหลือเพียง 13 ล้านบาท ในปี 2558 จาก 45 ล้านบาทต่อปี







