
ปัจจัยภายนอกและภายใน...ดันบาทอ่อนค่าต่อ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.75-33.00 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.75-33.00 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในสัปดาห์นี้ประเด็นทางเศรษฐกิจจะเบาบางลงจากในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีเสถียรภาพขึ้นบ้าง โดยมีเพียงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีกของสหรัฐ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของยูโรโซน รวมถึงการรายงานตัวเลขรายเดือนจากจีน ทั้งยอดค้าปลีก การลงทุน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการปล่อยสินเชื่อใหม่
สำหรับในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญๆ หลายประเด็นขับเคลื่อนค่าเงินให้มีการเคลื่อนไหวที่ผันผวน โดยช่วงต้นสัปดาห์ตลาดมุ่งความสนใจไปที่มาตรการทางการเงินใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาด ขณะที่ช่วงปลายสัปดาห์เห็นประเด็นที่กดดันค่าเงินยูโรเพิ่มมากขึ้น และช่วงท้ายสัปดาห์หันไปให้ความสนใจแก่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ อย่างไรก็ดีทุกประเด็นที่กล่าวมานั้นต่างหนุนให้การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐไปได้ต่อ ขณะที่สกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลกกลับปรับอ่อนค่าลง ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทด้วย
ช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.61 และตลอดทั้งสัปดาห์ปรับอ่อนค่าหลุดแนวต้านสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ทั้งแนวต้านที่ระดับ 32.70 และ 32.90 ไปแตะระดับอ่อนค่าสุดที่ 32.92 โดยการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นถูกขับเคลื่อนจากทั้งปัจจัยในและต่างประเทศ ในส่วนของประเด็นจากต่างประเทศโดยรวมแล้วเป็นเพราะสัญญาณจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังออกมาในเชิงบวก โดยเปรียบเทียบแล้วการฟื้นตัวของสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ที่ดี นอกจากนี้การเลือกตั้งในสภาสูงของสหรัฐยังจบลงด้วยชัยชนะของพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้พรรคนี้สามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้ทั้งในสภาสูงและสภาล่าง ซึ่งทำให้นักลงทุนมองว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่างนักการเมืองสหรัฐเหมือนที่เคยเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น่าจะผ่านไปได้ด้วยดีในปีนี้ จึงหนุนการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐให้เร่งขึ้น
ในขณะเดียวกันประเด็นจากในประเทศเองก็มีส่วนกดดันค่าเงินบาทด้วย ในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมที่ 2.0% ตามคาด แต่การสื่อสารกับตลาดนั้นแสดงให้เห็นว่า กนง.ยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งเริ่มต้น และมีความล่าช้ามากกว่าที่คาดไว้ ทำให้ กนง.เองกล่าวว่า อาจจะต้องปรับลดประมาณการการขยายตัวของ GDP ไทย สำหรับปีนี้และปีหน้าลงอีก (ประมาณการปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% และ 4.8% ตามลำดับ) และด้วยสัญญาณที่ยังเปราะบางของเศรษฐกิจ ทำให้ กนง.ยังส่งสัญญาณด้วยว่ายังสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้หากมีความจำเป็น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนัก และกดดันให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่า โดยปลายสัปดาห์เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.86 (ณ วันศุกร์ที่ 7 พ.ย. เวลา 18.00 น.)
อย่างไรก็ดี หากประเมินจากเงินทุนไหลเข้าออกแล้ว จะพบว่าไม่ได้มีการขายสินทรัพย์ไทยมากนัก แต่ดูเหมือนว่าการปรับอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นผลจากการปรับความคิดของนักลงทุนมากกว่า โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น 4.26 พันล้านบาท
ขณะที่ในตลาดพันธบัตรเห็นเงินไหลเข้า 2.08 พันล้านบาท ส่วนต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลปรับลดลง หลังจากตลาดมีความกังวลเล็กน้อยถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง.ลงอีกมีเพิ่มมากขึ้น หลังสัญญาณเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก หุ้นกู้ตลาดรองสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างสูง เฉลี่ยวันละ 2.18 พันล้านบาท โดยหุ้นกู้ช่วงอายุ 12 ปี มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด
สำหรับอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ในตลาดรองก็ยังปรับลดลงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ A ขึ้นไป ช่วงอายุ 12 ปี มีการซื้อขายกันที่อัตราผลตอบแทน 2.462.90% คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเหนือพันธบัตรรัฐบาลต่ำสุดที่ 0.36% ขณะที่กิจกรรมในตลาดแรกมีการเสนอขายหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อันดับเครดิต AA อายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทน 3.64% จำนวน 1,000 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10 ราย และหุ้นกู้กลุ่มธนาคาร อันดับเครดิต A+ อายุ 1 ปี อัตราผลตอบแทน 2.84% จำนวน 500 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10 ราย
ในส่วนของเงินเยนนั้นยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าตลอดสัปดาห์ เนื่องจากตลาดซื้อขายบนมาตรการทางการเงินใหม่ของญี่ปุ่นที่มีการประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าและยังกดดันค่าเงินต่อเนื่อง เงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 112.46 ช่วงต้นสัปดาห์ และปรับทะลุระดับเทคนิคสำคัญอย่าง 115 ไปปิดตลาดที่ระดับ 115.12
ขณะที่เงินยูโรนั้นอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าเช่นเดียวกัน ช่วงต้นสัปดาห์เปิดตลาดที่ระดับ 1.2515 ตลอดรอดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปปลายสัปดาห์ โดยช่วงก่อนการประชุมเห็นการปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากตลาดมองว่าธนาคารกลางน่าจะยังไม่มีการออกมาตรการใหม่ในช่วงนี้ อย่างไรก็ดีความเห็นของธนาคารกลางนั้นออกมาตอกย้ำเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยในช่วงก่อนหน้ามักจะเป็นการตอกย้ำจากประธานอีซีบีเพียงท่านเดียวเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นการบ่งชี้ว่าคณะกรรมการทุกท่านเห็นด้วยและพร้อมที่จะดำเนินการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น ความเห็นเรื่องการผ่อนคลายดังกล่าวนั้น กดดันให้ค่าเงินยูโรปรับอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วไปอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 2 ปี และปิดตลาดใกล้ระดับ 1.2404 ช่วงปลายสัปดาห์ (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)







