posttoday
ลอยตัวดีเซล-ขึ้นแอลพีจี

ลอยตัวดีเซล-ขึ้นแอลพีจี

09 พฤศจิกายน 2557

ข่าวสำคัญที่กระทบค่าครองชีพประชาชนมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวสำคัญที่กระทบค่าครองชีพประชาชนมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ประกาศจะลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ด้วยการเลิกตรึงราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาท และจะปรับขึ้นภาษีน้ำมันขึ้นมา 44.50 บาท เพื่อให้มีอัตราเท่ากันกับภาษีน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ 0.75 สตางค์/ลิตร เพื่อให้เข้าสู่จุดสมดุลและสะท้อนกลไกราคาที่แท้จริง

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา โดยอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะปรับราคาขึ้นกิโลกรัมละ 22.63 บาท รวดเดียวเป็น 26 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนหน้าโรงกลั่น หรือทยอยปรับราคาขึ้นแบบขั้นบันไดเดือนละ 0.501 บาท

กระทรวงพลังงานเชื่อว่าการปรับภาษีน้ำมันดีเซลขึ้นลิตรละ 45 บาท และปรับลดภาษีน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ เพื่อทำให้ราคาขายปลีกลดลง และสนับสนุนภาคเกษตรกร โดยการขึ้นภาษีและลอยตัวน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ จะไม่กระทบต่อราคาขายปลีกในระยะสั้น เพราะราคาน้ำมันโลกอยู่ช่วงขาลง ส่วนระยะยาวผู้ใช้รถ 8.8 ล้านคัน จะมีภาระเพิ่มขึ้น แต่การลดภาษีเบนซินช่วยให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 20 ล้านคัน รถยนต์ 4.3 ล้านคัน มีภาระลดลง ส่วนปัญหาเกิดขึ้นจากการขึ้นราคาแอลพีจีนั้นกระทบกับประชาชน 23.5 ล้านครัวเรือน และรถยนต์ที่ใช้ก๊าซแอลพีจี 1.2 ล้านคัน

อย่างไรก็ตาม การปรับภาษีน้ำมันขึ้นในครั้งนี้ กลุ่มรถร่วมองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือรถร่วม ขสมก.และรถร่วม บขส.มีแนวโน้มยื่นขอปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของคนไทยเพิ่มขึ้นตามมา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ควรจะเก็บภาษีดีเซลที่อัตรา 4 .50 บาท จากปัจจุบันเก็บที่ 75 สตางค์/ลิตร และลดการอุดหนุนก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคา

ทีดีอาร์ไอระบุจำนำข้าวเจ๊งยับเฉียดล้านล้าน

โครงการรับจำนำข้าวยิ่งขุดยิ่งไม่จบกับการทุจริตทั้งกระบวนการของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เมื่อ นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้มีโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเป็นรอบที่ 3 เพราะที่ผ่านมารัฐบาลต้องใช้งบประมาณการรับจำนำสูงถึง 9.58 แสนล้านบาท ขาดทุน 6.6 แสนล้านบาท โดยการจำนำมีการทุจริตระบายข้าวอยู่ 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการระบายข้าวนานถึง 10 ปี ส่งผลให้ประสบปัญหาการขาดทุนถึง 9.8 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องคลอดกฎหมายจำกัดขอบเขตการแทรกแซงตลาดให้มีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10% ของปริมาณข้าวทั้งหมด และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจการแข่งขันกับเอกชน เพื่อไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงการแข่งขัน

นอกจากนี้ ต้องนำโครงการที่ต้องใช้เงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอใช้งบประมาณที่มีการตรวจสอบเหมือนโครงการอื่น

เอสเอ็มอีไทยมีอนาคตส่งออกรุ่ง

สำหรับสถานการณ์ของเอสเอ็มอีนั้นเริ่มดีขึ้น โดยนายวรพงษ์ กำนลมาศ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียนสากล กล่าวว่า นักธุรกิจประเทศจีนสนใจออกมาลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและเครือข่ายการกระจายสินค้าจีนออกสู่ตลาดอาเซียน ธุรกิจที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจ เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มเครื่องจักรกลและโรงงานและการเกษตร กลุ่มสปาและเครื่องสำอาง เป็นต้น

ด้านภาพรวมภายในประเทศ แม้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้าฟื้นตัว มีสัญญาณบวกตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีกลับไร้สัญญาณการฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์เอสเอ็มอี 9 เดือนแรกของปีนี้พบว่า สถานการณ์โดยภาพรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวมากขึ้น โดยด้านการค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอี พบว่า การส่งออก 9 เดือนแรกมีมูลค่า 1,445,571 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.47% และคิดเป็นสัดส่วน 26% ของมูลค่าการส่งออกรวม

ขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา การส่งออกของเอสเอ็มอีมีมูลค่า 163,014 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และเดือนเดียวกันของปีก่อน 12.47% และ 3.69% ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศอาเซียน มูลค่า 386,197 ล้านบาท รองลงมาคือ จีน มูลค่า 170,192 ล้านบาท สหภาพยุโรปมูลค่า 148,473 ล้านบาท ญี่ปุ่น มูลค่า 141,259 ล้านบาท และสหรัฐ มูลค่า 109,847 ล้านบาท ซึ่งทุกตลาดหลักดังกล่าวขยายเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท