
อคส.เร่งเคลียร์หนี้ให้ผู้ประกอบการร่วมจำนำข้าว
ประธานบอร์ด อคส. สั่งเร่งเคลียร์หนี้ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนำข้าวตั้งแต่ปี 54/55-56/57 ราว 2 หมื่นล้านบาท
ประธานบอร์ด อคส. สั่งเร่งเคลียร์หนี้ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนำข้าวตั้งแต่ปี 54/55-56/57 ราว 2 หมื่นล้านบาท
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ดอคส.) เปิดเผยว่า ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 54/55-56/57 อคส.มีภาระต้องคืนเงินค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล เช่น โรงสี ภายหลังจากโครงการรับจำนำสิ้นสุดแล้ว ไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย รวมเป็นเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ อคส.ได้เร่งรัดการคืนเงินค้ำประกันให้ไปแล้ว 34 ราย คิดเป็นเงิน 321 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาคืนให้อีก 369 ราย คิดเป็นเงิน 369 ล้านบาท
สำหรับสาเหตุการคืนเงินค้ำประกันล่าช้า แม้โครงการรับจำนำสิ้นสุดไปนานแล้ว เป็นเพราะอคส.ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียด จึงต้องใช้เวลานาน อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายทำผิดสัญญากับอคส. เช่น โรงสีบางรายเมื่อสีแปรสภาพข้าวเปลือกจากการรับจำนำเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้อคส.ล่าช้ากว่ากำหนด จึงต้องถูกปรับ แต่บางรายยังไม่ยอมเสียค่าปรับ อคส.จึงยังคืนเงินค้ำประกันไม่ได้ ส่วนที่ผ่านมา จะมีเจ้าหน้าที่อคส.ตุกติกเรียกรับเงินใต้โต๊ะผู้ประกอบการ ก่อนการคืนค้ำประกันหรือไม่ ตนไม่ทราบ และไม่ขอพูดถึงดีกว่า
นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดการคืนเงินค่าเช่าโกดัง-คลังสินค้า ค่ารมยาสินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล ให้กับผู้ประกอบการแล้ว 1,140 ล้านบาท ทั้งนี้ อคส. ตั้งเป้าจะคืนเงินค้ำประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ราว 20,000 ล้านบาทให้กับผู้ประกออบการ ได้ภายใน 4 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท ซึ่งต้องขออนุมัติเงินงบประมาณจากรัฐบาล
"อคส.พยายามเร่งรัดเงินค้ำประกันให้ผู้ประกอบการ บางรายโครงการจบไปหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้คืน ขอย้ำว่า การคืนเงินค้ำประกัน ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายอะไรทั้งสิ้น ถ้าพบว่า เจ้าหน้าที่อคส.เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ หรือมีการทุจริต แม้แต่บาทเดียว ก็ต้องเอาโทษให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่โทษทางวินัย ลดขั้น หรือหักเงินเดือนเท่านั้น แต่ต้องทำให้ไม่มีงานทำเลย และอยากให้ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่อคส.เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะแจ้งเบาะแสมาได้ที่อคส. หรือที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569"
ขณะเดียวกัน ยังได้สั่งให้ตั้งคณะทำงานเร่งรัดให้ลูกหนี้ ที่ติดเงินค้างจ่ายให้อคส. มาเจรจาคืนหนี้แล้วรวมประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินให้ยืม เงินให้กู้ สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรจากเกษตรกร เช่น กลุ่มสหกรณ์การเกษตร
นางจินตนา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ดูแลคลังสินค้าที่เก็บสินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาลได้แล้วเรียบไทม์ และข้อมูลของทุกคลังสินค้าจะเชื่อมต่อถึงกันหมด โดยล่าสุดมีสินค้าของรัฐบาลเก็บไว้ใน 1,420 คลัง ใน 50 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต จากเดิมที่ใช้ระบบมือกรอกข้อมูลต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และล่าช้า
“การปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ จะทำให้เราทราบข้อมูลสินค้าในทุกคลังสินค้าได้ทันที เช่น ถ้ากดเข้าไปดูคลังสินค้าที่จ.ราชบุรี จะรู้ว่ามีกี่คลัง แต่ละคลังมีข้าวปริมาณเท่าไร คุณภาพเป็นอย่างไร มีใครดูแล ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำคลังส่งข้อมูลเข้าส่วนกลางก่อน 10 โมงเข้าทุกวัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ในส่วนกลางจะประมวลข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ก่อน 5 โมงเย็นทุกวัน ส่วนข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ในความดูแลของอคส.ล่าสุดมีประมาณ 13 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีภาระผูกพัน 500,000 ตัน ยังเหลือที่ขายได้อยู่อีกราว 12.5 ล้านตัน ”
สำหรับกรณีสินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล ที่อคส.ดูแล ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น หากมีการสูญหาย ตนในฐานะประธานบอร์ดอคส.จะไม่ปล่อยปละละเลยแน่นอน แต่จะแจ้งความดำเนินคดี และได้สั่งการเจ้าหน้าที่อคส.ไปแล้วว่า ทุกคดีให้ส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หมด เพราะถือว่า สินค้าเกษตรเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของหลวง และต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งอคส.จะต้องดำเนินการตามนโยบายของนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์ปลอดการทุจริต หรือซีโร่ คอรัปชัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สาเหตุที่อคส.คืนเงินค้ำประกันให้โรงสีล่าช้า ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่อคส.บางรายเรียกเก็บใต้โต๊ะ โดยหากผู้ประกอบการรายใดไม่ยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ ก็จะไม่ได้รับการคืนเงินค้ำประกันให้ แต่รายใดต้องการได้เงินค้ำประกันคืนก็ต้องยอมจ่าย โดยเงินค้ำประกันดังกล่าว อคส.จะเรียกเก็บจากโรงสีที่เข้าร่วมโครงการบางรายในอัตราสูง เช่น 5% ของมูลค่าข้าวที่รับจำนำ







