
หนุนผุดขึ้นทะเบียนยาอาเซียนเพิ่มขีดแข่งขัน-แจ้งเกิดสินค้าเร็ว
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การค้าเสรีส่งผลกระทบกับธุรกิจทุกประเภททั้งในแง่บวกและลบ ที่มาพร้อมกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทในภูมิภาคเดียวกันและจากนอกภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจยา เนื่องจากอาเซียนเป็นตลาดใหญ่ ได้รับความสนใจจากบริษัทยาทั่วโลก
วิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจยามีการแข่งขันสูงมากอยู่แล้ว เพราะทุกบริษัทให้ความสำคัญกับอาเซียนที่เป็นตลาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตสูง ทำให้การรุกตลาดต้องใช้ความรวดเร็วเพื่อให้เข้าถึงตลาดได้ก่อน
สิ่งที่จะทำให้แต่ละบริษัทประสบความสำเร็จได้ คือ ความเร็ว โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนยาในแต่ละประเทศ โดยทุกประเทศต่างกำหนดให้ยาที่จะเข้าไปจำหน่ายต้องผ่านการขึ้นทะเบียนของประเทศนั้นๆ ก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนและใช้เวลานาน เช่น การขอขึ้นทะเบียนยาในประเทศไทยใช้เวลานานกว่า 2 ปี และกว่าจะไปขอขึ้นทะเบียนในประเทศเป้าหมายใช้เวลาอีก 2 ปี ทำให้กว่าสินค้าจะเข้าไปจำหน่ายได้ต้องใช้เวลานานกว่า 4 ปี จึงเป็นอุปสรรคทางการค้าอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ ขณะที่อัตราภาษีการค้าขายในอาเซียนไม่มีจึงไม่ใช่ปัญหา
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มองว่ากลุ่มประเทศอาเซียนน่าจะมีการเจรจาทำมาตรฐานการขอใบอนุญาต หรือขึ้นทะเบียนยาร่วมกันในอาเซียนเหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งหากผู้ประกอบการผ่านขั้นตอนการขออนุญาตในประเทศใดประเทศหนึ่ง และมีข้อมูลทะเบียนยาครบถ้วนมายื่น ประเทศอื่นๆ น่าจะยอมรับการขึ้นทะเบียนร่วมกัน ซึ่งขณะนี้น่าจะอยู่ในขั้นตอนการเจรจา หากสามารถดำเนินการได้จะทำให้ธุรกิจยาเปิดเสรีมากขึ้น
ที่ผ่านมา การที่ไม่มีมาตรฐานขึ้นทะเบียนยาร่วมกันในอาเซียน ส่งผลให้บริษัทในอาเซียนแข่งขันกับบริษัทนอกกลุ่มได้ยาก เช่น หากมีโรงงานอยู่ในประเทศอินเดีย อินเดียสามารถยื่นขอทะเบียนยาได้ภายใน 1 เดือน เมื่อมายื่นขอขึ้นทะเบียนในประเทศอาเซียนใช้เวลาอีก 2 ปี ก็จะใช้เวลาน้อยกว่าบริษัทไทย เป็นต้น
“การค้าเสรีอาเซียนในธุรกิจยาน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด เพราะยาจะมีราคาที่เหมาะสม มียาตัวใหม่ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาคุณภาพยา และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น” วิเวก กล่าว
ในแง่ของการผลิต ประเมินว่า ในกลุ่มอาเซียน ประเทศไทยน่าจะมีโรงงานผลิตยามากที่สุด มีโรงงานหลากหลายรูปแบบ แต่ประเทศฟิลิปปินส์มีบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รวมทั้งอินโดนีเซียก็มีโรงงานยาจำนวนมาก เพราะอินโดนีเซียมีกฎห้ามนำเข้ายาจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตลาดยาในอาเซียนที่ใหญ่ที่สุด คือ อินโดนีเซีย ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม น่าจะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ส่วนพม่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพแต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
วิเวก กล่าวถึงธุรกิจของบริษัท ว่า ได้ทำธุรกิจในอาเซียนมากว่า 20 ปี โดยไทย เวียดนาม และพม่า เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่จะใช้วิธีทำตลาดเหมือนกัน เช่น ทำตลาดร่วมกับร้านขายยา คลินิก เป็นต้น โดยในประเทศไทยปีนี้ตั้งเป้าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ซึ่งถือว่าเติบโตในอัตราที่ลดลง เนื่องจากไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตของธุรกิจประมาณปีละ 1819%
นอกจากนี้ ได้วิเคราะห์แนวโน้มการดูแลสุขภาพของคนยุคปัจจุบัน ว่า เข้าสู่ยุคการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ป้องกันก่อนจะเกิดโรค ทำให้มีการปรับตัวของทุกภาคส่วน ภาครัฐมีแนวคิดที่จะดูแลสุขภาพประชาชนในประเทศ เช่น การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ประชาชนมีสถานที่ออกกำลังกาย ขณะที่บริษัทเอกชนก็ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี ทดแทนการเสียค่าใช้จ่ายด้านประกันสุขภาพให้กับพนักงาน ส่วนบริษัทประกันก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ โรงพยาบาลมีแผนกเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่รักษาโรคเพียงอย่างเดียว ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวเป็นแนวโน้มที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวร่วมกัน







